Tuesday

day 134 | patawee


ที่หนูโกรธจนน้ำตาแทบไหลวันนี้ อันที่จริงก็ไม่ได้เป็นเพราะลุงหรอกนะ ลุงแมสเซ็นเจอร์ แต่หนูโกรธความไม่สมหวัง ความไม่สมประกอบ ความผิดพลาด ความคลาดเคลื่อน ความเข้าใจผิดต่างๆนานาในชีวิตคนเรามากกว่า ทำไมนะ ทำไมคนที่ไม่ชอบอะไรที่ผิดไปจากแผนอย่างหนู ถึงได้พบเจอเรื่องผิดพลาดไม่คาดฝันเรื่องแล้วเรื่องเล่าในเวลาติดๆกันอย่างนี้

เมื่อบ่ายที่ลุงปล่อยให้หนูรอตั้งสองชั่วโมงกว่าหนูโมโหมาก แต่มาลองคิดๆดูมันก็ไม่ใช่ความผิดของลุงคนเดียว ความผิดหนูด้วยที่บอกทางได้ไม่แม่นเลยต้องกลับมารอ ผิดที่ไม่นัดเวลากันให้ชัด ผิดที่วันนี้รถติดมากเป็นพิเศษ และอะไรอีกหลายอย่าง รวมๆแล้วไม่ใช่ความผิดลุงคนเดียวหรอกเห็นไหมที่ทำให้หนูเข้างานตอนบ่ายสายไปสองชั่วโมง แต่หนูโมโห หนูโกรธมาก มันเป็นความคับแค้นใจที่ไม่ได้มีต่อการรอคอยอันเนิ่นนานในบ่ายนี้แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความไม่สมหวังอื่นๆอีกในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ สิ่งที่หนูเก็บ กัก กดเอาไว้ มันได้ระเบิดออกมาเมื่อบ่ายนี้เอง

เหมือนทำนบทะลาย หนูห้ามตัวเองไม่ได้ น้ำตาที่ไหลออกมาไม่ใช่เพียงแค่ตัวแทนความอัดอั้นตันใจที่รอคอยลุงโดยไร้จุดหมาย แต่ยังรวมถึงความคั่งแค้นต่อเรื่องที่ยังฝังแน่นอยู่ในใจ เรื่องที่จนถึงวันนี้หนูก็ยังไม่เข้าใจที่มาที่ไป ไม่เข้าใจผลลัพธ์ หนูกดข่มความรู้สึกนี้ไว้ภายใต้ท่าทียิ้มแย้มแจ่มใสไม่ทุกข์ร้อนนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

ให้อภัยหนูเถอะ ให้อภัยให้แก่เด็กคนหนึ่งซึ่งกักเก็บความเจ็บช้ำเอาไว้ การแสแสร้งว่าชีวิตกำลังเหยียบย่างอยู่บนกลีบดอกไม้งามได้จบสิ้นลงแล้วต่อหน้าลุงเมื่อบ่ายนี้เอง สุดท้าย หนูก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าการเติบโตเป็นผู้ใหญ่แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร หนูยังคงเป็นเด็กที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เจ็บปวดอยู่แต่กับเรื่องของตัวเองโดยไม่สนใจบริบทหรือเหตุปัจจัยรอบข้าง

หนูเบื่อตัวเองอีกแล้ว หนูเหลือทนกับความรู้สึกเดิมๆที่ติดกรังอยู่ในใจ เช้านี้หนูตื่นเช้าออกไปวิ่งที่ทางเดินข้างหลังตึก มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาทักหนู ชวนคุยโน่นนี่พร้อมจู่โจมหนูด้วยการถามถึงที่พัก ถามเบอร์โทรศัพท์ ถามเวลาที่ลงมาวิ่ง ยิ่งหนูเจออย่างนี้หนูยิ่งอยากหนีไปให้ไกล วูบหนึ่งระหว่างเดินอยู่ด้วยกันบนทางเดินหนูคิดถึงประโยคเดิมที่หนูเคยเขียนไว้ เมื่อเรามอบหัวใจของเราให้ใครสักคนหนึ่งไปแล้ว คนที่เหลือทั้งโลกก็ล้วนกลายเป็นคนไม่น่าสนใจ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ และโชคร้ายเหลือเกินที่มันยังคงเป็นอยู่ เมื่อไหร่ที่หนูเริ่มสนอกสนใจคนอื่นที่เข้ามาในชีวิต เมื่อนั้นคงหมายถึงวันที่หนูปลดเปลื้องโซ่ตรวนในหัวใจออกได้แล้วอย่างแท้จริง

วันนี้หนูกลับบ้านเป็นคนสุดท้าย ตอนสองทุ่ม ชดเชยเวลาเพราะเข้าสายตอนบ่ายไปสองชั่วโมง เพราะลุงนั่นแหละ! แต่หนูก็รู้สึกดีทีเดียว ยืนมองไฟที่ประดับทั่วราชดำเนินอยู่ตั้งนานสองนาน พลางคิดทบทวนถึงวันเวลาที่โบยบินผ่านหนูไปอย่างรวดเร็ว เมื่อสี่เดือนก่อนที่ราชดำเนินก็สวยอย่างนี้ ถนนหนทาง ร้านรวงยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ส่วนที่เปลี่ยนไปแล้วตลอดกาล มีเพียงหนูเท่านั้นที่รู้

หนูคงต้องไปนอนแล้ว ไปจัดการระบบความคิดและอารมณ์ให้เข้าที่เข้าทางกว่านี้ พรุ่งนี้ยังรอหนูอยู่ หนูรู้ดีว่าคนเราแม้จะเจ็บปวดแค่ไหน ตราบที่ยังมีลมหายใจ เท้าก็ยังต้องก้าวเดินต่อ

No comments:

Post a Comment