ช่วงนี้รู้สึกเบื่อชีวิตประจำวันมาก
อยากหาอะไรแปลกใหม่เข้าตัว..แต่นึกไม่ออก
บางทีเพราะเราเอื่อยเฉื่อยขี้เกียจด้วยเลยพาลเบื่อไปเอง
เมื่อวานได้หยิบหนังสือที่ซื้อมานานแล้ว..ขึ้นมาอ่านเสียที
'เดียว' ของคุณงามพรรณ เวชชาชีวะ
อ่านแล้วระลึกถึงหนังสือความสุขของกะทิได้ไม่ยาก
ซ้ำยังมีกลิ่นอายของสองสาวต่างวัยจากสองเสน่หาด้วยเช่นกัน
เรียบนิ่งแต่งดงามได้เหมือนเดิม
เรื่องราวของครอบครัวเล็กครอบครัวหนึ่ง
สูญเสียลูกชายที่รักไปต่อหน้าต่อหน้า
เก็บเงียบชีวิต ไม่เปิดรับโลกภายนอก
จนมาวันหนึ่งครอบครัวเล็กอีกครอบครัว
แต่พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกฝาแฝด
ได้ค่อยๆ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวเล็กที่เคยสูญเสีย
ต่างฝ่ายต่างเยียวยาซึ่งกันและกัน
ไมตรีที่หยิบยื่นกันแบบนั้น มองไม่เห็นในความจริงใกล้ๆ
แต่มันมีอยู่จริงบนโลกนี้..คนอ่านอย่างเราเชื่อแบบนั้น
บุคคล เรื่องราว ความรู้สึก
ถูกถ่ายทอดด้วยถ้อยคำตัวอักษรที่ทำให้คนโลกแคบอย่างเรา
อยากจะเปิดใจให้กว้างกับคนอื่นที่กำลังค่อยๆ เข้ามาทำความรู้จักบ้าง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อ่านไปรู้สึกไป
ย้อนกลับมาดูตัวเอง..แล้วมันละอายใจยังไงไม่รู้สิ
ชอบถ้อยคำที่กระทัดรัดแต่กินใจ
หลงรักสำนวนภาษาของคุณงามพรรณมากเหลือเกิน
ตอนที่ตัดสินใจซื้อสองเสน่หาเป็นเพราะชื่อของคุณงามพรรณ
จากความสุขของกะทิทั้งสามเล่มที่ได้อ่าน
สองเสน่หา เป็นเรื่องราวของสองสาวต่างวัย
ซึ่งบอบช้ำจากอุบัติเหตุชีวิตในเรื่องคนรักมา
สองสาวพบเจอกัน ทำความรู้จัก ใช้ชีวิตอยู่บ้านใกล้เรือนเคียง
คนอ่านอย่างเราก็เริ่มรู้สึกว่า ต่างคนต่างได้เข้าไปมีส่วนในชีวิตของกันและกัน
ถ่ายทอดความรู้สึกที่เก็บเงียบในใจยาวนาน ดีกว่านั้น
ต่างคนต่างถ่ายทอดความอบอุ่นและกำลังใจที่ดีต่อกัน ได้อย่างเรียบง่ายแต่งดงาม
ความบอบช้ำ ปวดร้าว และความทรงจำที่อยากปิดเงียบ
กลายเป็นแผลที่ต่างคนไม่อยากเอ่ยถึง
แต่เมื่อได้เปิดใจเปิดเรื่องราวของกันและกันให้อีกคนได้รู้
กลายเป็นต่างคนต่างช่วยสมานแผลซึ่งกันและกัน
และเป็นอีกครั้งในท้ายที่สุด ชีวิตของทั้งสองก็เปิดขึ้นอีกครั้ง
ด้วยหัวใจที่เปิดเพื่อมองโลกขึ้นอีกที
หนึ่งสาวงดงามตามทางที่เลือกเดินต่อ
หนึ่งหญิงชรา ได้ลาจากโลก..พร้อมกับความจริง
ที่ได้ยอมรับว่าความรักงดงามและตราตรึงได้ตลอดไป
ทั้งยังได้ฝากความประทับใจไว้กับหนึ่งสาวด้วยเช่นกัน
หนึ่งชีวิตจบลง แต่อีกชีวิตหนึ่งยังคงดำเนินต่อ
เชื่อว่าหัวใจยังต้องหล่อเลี้ยงด้วยความทรงจำเหล่านั้น
ความทรงจำที่อบอุ่นแสนดีแต่ปวดปร่าในความจริง
ในชีวิตจริง เรามองไม่เห็นถ้อยคำที่งดงาม
กับคนที่มีหัวใจงดงามอบอุ่น คอยเฝ้าปลอบประโลมกันแบบนี้
อาจไม่มีอยู่ในชีวิตจริง
แต่เราเชื่อว่า เพื่อนที่รัก คนที่เคียงข้าง
เฝ้าปลอบมอบกำลังใจไม่ห่างนี้..มีอยู่จริง
อยู่ที่จะสัมผัสได้มากหรือน้อยเท่าไหร่
โลกความเป็นจริง มีดีมีร้าย
ทุกอย่างเป็นเหรียญสองด้าน..อย่างที่เราเชื่อมาเสมอ
และทุกอย่างแบบนั้น มันจะพ่ายราบต่อหัวใจที่มั่นคงเข้มแข็งอยู่ดี
สุดท้ายแล้วสิ่งที่เหลือตกตะกอนคงอยู่ยาวนานก็คงจะเป็น
ความทรงจำในด้านดี ที่เราเลือกเก็บให้อยู่คงทนถาวร
เท่าที่ระยะเวลาจะมีให้เราได้ดำเนิน..
...
ระยะนี้ได้คุยกับเพื่อนน้อยมาก
คาบเกี่ยวกับสัปดาห์ก่อนด้วย
บอกยุ้ยไปตรงๆ ว่าไม่สบายใจเท่าไหร่
ยุ้ยบอกไม่เป็นไร สบายใจเมื่อไหร่ค่อยมาคุยกัน
ยังคงทิ้งข้อความในเอ็มเอสเอ็นเหมือนเดิม
เรารู้กันว่า หากไม่เห็นอีกคนออนไลน์ ทิ้งข้อความฝากไว้
ทิ้งเว็บต้นไม้ ดอกไม้ หรืองานประดิษฐ์พวกนั้นที่เราสนใจเหมือนกันไว้
เราสองคนรู้กันแบบนี้..เป็นเรื่องที่ดีมาก
แต่ที่ดีกว่านั้น เรารู้สึกว่ายุ้ยยังคงรองรับเรา
ปลอบมอบกำลังใจให้เราอยู่เสมอ..ไม่มีขาด
ตรงกันข้าม นิสัยเราไม่ได้ดีเลย
แต่เราก็หวังว่าเพื่อนจะเห็นถึงใจเราได้เหมือนเดิม
เราไม่เคยลืม..แต่เรายังคงต้องการช่องว่าง
เหมือนเรามีข้ออ้างมากมายจริงๆ
เราบอกเพื่อนเพียงสั้นๆ ว่าไม่ค่อยสบายใจ
แค่นั้นเพื่อนก็มีช่องว่างให้เรา..มันวิเศษมากที่จะมีใครสักคนที่รู้จัก
รู้ใจ แม้ไม่มาก แต่หลอมเป็นความเข้าใจได้ไม่ยาก
คงเป็นเราเอง ที่ไม่พยายามทำความเข้าใจคนอื่น
และคงเป็นเราเองอีกตามเคย ที่ต้องการช่องว่าง
ในแบบที่เอาแต่ใจตัวเองเสมอ
เราคงเหมาะกับการอยู่คนเดียวมากกว่า
สุดท้ายแล้ว เราไม่อาจปั้นหน้ายิ้มให้ใครได้ทุกวัน
เราไม่อาจพูดคุยเจรจาโดยไร้ห้วงความรู้สึกที่ปกปิดของตัวเอง
มันไม่ได้ราบเรียบขนาดนั้น
ตอนนี้ เหมือนเราตบหัวตัวเองให้หลุบอยู่ในกระดองเหมือนเดิม
บางทีอะไรแบบนี้ มันบ่งบอกได้เองว่า..เรามันคนอ่อนแอคนหนึ่ง
และอาจจะมีกลิ่นอายของความเป็นคนเห็นแก่ตัวด้วยเช่นกัน
นี่คงเป็นนิสัยเสียของคนที่ไม่อาจรักษาคนดีดีในชีวิตไว้ได้เลย
เราละเลยจนกลายเป็นแผลใหญ่..
สุดท้ายเป็นแผลเป็นติดไว้กับชีวิตตัวเอง สมน้ำหน้า!
ไม่ได้สับสนอยู่..สัปดาห์ก่อนสับสนพอแล้ว
แต่ก็ไม่ได้อยากจะทำความเข้าใจในตัวเองไปมากกว่าที่เคยเป็น
ปล่อย..ไม่อยากฝืนตัวเอง..คงจะดีกว่า
ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องตลกร้าย แต่คงไม่มีใครขำด้วย, ๑๑.๔๒ น.