เริ่มปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ต้อนรับฤดูหนาว
จริงๆ
แล้วสาเหตุที่ต้องปรับเปลี่ยนวิถีเสียใหม่เพราะว่าตอนเช้ามันหนาวเลยไม่ค่อยอยากจะตื่นสักเท่าไหร่
เลยต้องเลื่อนเวลาตื่นให้สายจากเดิมสักหน่อยให้อากาศมันอุ่นๆ
ฉันจะได้เต็มใจลุกจากเตียงมากกว่านี้ (เหตุผลช่างสมเหตุ 555)
-เจ็ดโมงกำลังพอดี-
ตอนกลางคืนก่อนเข้านอนก็ติดดูหนัง ฟังเพลง เล่น
แชทกับเพื่อนบ้างอะไรบ้างจนดึกดื่น ทำให้ไม่อยากตื่น
แต่มันก็ผ่อนคลายดีที่ได้เล่นก่อนนอน ก็เจ๊าๆ กันไปแล้วกัน
นอนดึกแล้วตื่นสายสักหน่อย
คุณวินัยก็คงไม่งอนวิ่งหนีไปจากชีวิตเราหรอก...จริงไหมคะพี่วินัยขา
"หนูยังรักและเคารพพี่เหมือนเดิมนะคะ
เพียงแต่เราเลื่อนเวลาจู๋จี๋กันของเราให้ช้าไปหนึ่งชั่วโมง"
เรื่องงาน เมื่อทุกอย่างค่อนข้างลงตัวแล้ว
เอาเข้าจริงฉันก็ทำงานเฉลี่ยแค่วันละ 3 ชั่วโมง (น้อยไปไหมว้ะ) เวลานอกจากนั้นเป็นการเรียนรู้สิ่งอื่นๆ
เพิ่มเติมตามวิถีของตัวเอง (มีแว๊บๆ มาเขียนบ้างเวลาคันๆ อยากเขียน)
เมื่อก่อนเคยทึ่งในตัวนักเขียนรุ่นใหญ่
ไม่ว่าจะนั่งอยู่ข้างเวทีคอนเสิร์ตหรือกำลังอยู่ในภาวะชีวิตวุ่นวายถึงขีดสุดยังไง
แต่เมื่อต้องเขียน เราเห็นเขาเขียนงานปั๊บๆ พิมพ์ๆ เหมือนเป็นเครื่องกล แป๊บๆ
ได้งานมาหนึ่งชิ้น เคยถามว่าพี่ทำได้ไง
พี่เขาบอกว่า “เมื่อระบบความคิดและงานเขียนของเราเข้าที่แล้ว
มันจะไปเอง”
เหมือนฝึกเขียนทุกวันจนช่ำชองแล้ว
ไม่ต้องรอให้ตัวเองมีอารมณ์หรือรอให้ถึงเวลาและบรรยากาศเงียบสงบก่อนแล้วค่อยเขียนหรอก
เมื่อทำเป็นอาชีพจนชำนาญแล้วตัวหนังสือมันจะผุดขึ้นมาได้โดยอัตโนมัติ (เฮ้ย
เจ๋งว่ะพี่)
ฉันอยากจะพัฒนาตัวเองให้ได้อย่างนั้น
เกือบจะได้หนึ่งปีแล้วที่ฉันออกจากงานประจำ
กว่าจะปรับตัว ปรับงาน ปรับรายได้ให้สมดุลกัน ฉันต้องทุบ ตี ผลัก
ถีบตัวเองอย่างหนัก บอกตรงๆ ว่าเจ็บจนร้องไห้ไปหลายยก
ที่หนักกว่านั้นคือแรงกดดันจากคนรอบข้างซึ่งเขาไม่เข้าใจในกระบวนการทำงานของเรา
ที่เอาแต่คอยถากถาง เยาะเย้ยอย่างสม่ำเสมอ
เอาเถิด...ฉันไม่มีหน้าที่ไปอธิบายความเป็นตัวตนให้ใครเข้าใจ
ไม่ว่างขนาดนั้น เอาเป็นว่าฉันรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่
และมีความสุขกับมันมากแค่ไหน เพียงเท่านี้ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายของตัวเองแล้ว
รายได้จากการขายงานหนึ่งชิ้น
เอามาถัวเฉลี่ยคิดให้เป็นเงินเดือนก็ได้เทียบเท่ากับคนทำงานประจำทั่วไป
เราทำได้ตามเป้าที่ตัวเองตั้งไว้ รู้สึกพอใจกับสิ่งที่ตัวเองทำได้มาก
ฉันเคยคิดเล่นๆ ว่างานที่ตัวเองทำเหมือนแม่ค้าขายพวงมาลัย นั่งร้อยดอกไม้ทีละดอกจนได้เป็นพวง
เอาไปขาย ร้อยทุกวัน หนึ่งวันได้หนึ่งพวง ร้อยวันได้ร้อยพวง
ฝึกตัวเองให้ใจเย็นเป็นที่สุด ยิ้มหวานๆ
เอามาลัยดอกไม้ที่ตัวเองร้อยอย่างตั้งใจไปขาย...ฉันมั่นใจว่ามาลัยฉันสวย
ขายได้แน่ๆ (อุแหวะ หมั่นไส้ตัวเอง)
โลกยังหมุนอยู่ตลอดเวลา
ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป ฉันเองก็ยังคงขวนขวายทำชีวิตให้ดีขึ้น
ทีละเล็กละน้อยตามกำลังตัวเอง จะไม่หยุดเพียงเท่านี้
ทำต่อไป...เขียนต่อไป
------
วันนี้เริ่มเปลี่ยนเวลาออกกำลังกายจากเช้าไปเป็นตอนเย็น
ไปวิ่งที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ ฉันชอบบรรยากาศตอนเย็นที่นี่ รู้สึกฮึกเหิมอยากออกกำลังกายดี ที่หนองประจักษ์มีถนนรอบหนองสองเส้น
ทำเป็นทางสองระดับ เส้นหนึ่งอยู่ด้านบนเป็นทางสำหรับนักวิ่ง
ส่วนอีกเส้นอยู่ด้านล่างสำหรับนักปั่นจักรยาน ส่วนใครอยากเดินเล่นชิวๆ
ก็เดินถนนภายในสวน แบ่งแยกกันชัดเจน บางจุดมีเต้นแอโรบิค มีกลุ่มโยคะ
เด็กวัยรุ่นเล่นสเก็ต มีสีสันดี
ตั้งใจว่าถ้าวิ่งได้ในระดับที่ดีเป็นที่น่าพอใจแล้ว
(จะฝึกให้วิ่งได้ 10
กิโล มีวันหยุดบ้างตามโปรแกรมการฝึกวิ่ง) ฉันจะแบ่งเวลาในบางวันสำหรับการว่ายน้ำด้วย
ตอนนี้ต้องวิ่งให้จริงจังก่อน ไม่ให้รู้สึกเหนื่อยมาก...หลอมรวมการวิ่งเป็นวิถีชีวิต
(เหมือนจะหวังเยอะไปไหม? แต่ฉันว่าถ้าพยายามต้องทำได้แน่ๆ)
ตอนนี้เริ่มรู้สึกชอบตอนเหงื่อไหลท่วมตัว...มันซี๊ดมาก 555555
มาตา
3 ธันวาคม 2555
ในทุกวัน ตื่นขึ้นมาแล้วมีความรู้สึกว่า
"วันนี้ฉันอยากเขียน...วันนี้ฉันอยากออกวิ่ง"
มันช่างวิเศษจริงๆ
No comments:
Post a Comment