Taylor Swift - Back To December
เดือน 12
ธันวาคมมักจะเป็นเดือนที่บ้านฉันมีปาร์ตี้บ่อยที่สุด
เริ่มตั้งแต่วันเกิดพ่อ
วันเกิดไอ้เต้ยหลานชาย วันเกิดฉันและวันหยุดนัดทำกิจกรรมหรรษาต่างๆ
ร่วมกันตามประสาเดือนท้ายปี
ฉันชอบเดือนธันวามากกว่าเดือนไหนๆ
แน่ล่ะเพราะว่าเดือนนี้เป็นเดือนเกิดของฉัน
ฤดูหนาวที่ถูกผู้คนอันเป็นที่รักโอบกอดจนอบอุ่น
สวัสดีจ้ะธันวา
-----
มาพูดถึงวันนี่ดีกว่า
ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว แค่ขยับข้อมือก็โอย
อย่าให้บรรยายถึงความรู้สึกตอนต้องลุกจากเตียงนอนเลย โคตรโอดโอย แต่ถึงจะอย่างนั้นฉันยังคงเดินหน้าฝึกฝนการเป็นชาวนาต่อไป
'ตีข้าวอย่างเมามัน'
แม่ให้กินยาคลายกล้ามเนื้อและวิตามินหนึ่งเม็ด
(คุณนายเตรียมความพร้อมให้ลูกสาวมาก นางบอกว่า “เธอต้องมาทำความรู้จักความยากลำบากซะบ้าง”)
แดดร้อนไม่บันยะบันยัง
ครีมกันแดดไม่ช่วยอะไรเลย (เง้อ) ฉันหน้าวิ้งสู้แดดสุดฤทธิ์ อาบเหงื่อต่างน้ำ
(รันทดเนอะ)
พ่อ
แม่เป็นหัวหน้าหมู่คุมงาน พี่หนุ่ยพี่ชายและพี่บั้มพี่สะไภ้มาเป็นทัพเสริม
เจ้าเต้ยหลานชายคนใช้แรงงานขาประจำก็ไม่พลาดงานนี้ (เจ้าตัวหลานอีกคนถูกครูที่โรงเรียนดึงตัวไปเดินขบวนเปิดงานทุ่งศรีเมืองประจำปี)
แถมยัีงมีกลุ่มเครือข่ายแก๊งเด็กผู้ชายมาเป็นกำลังเสริม ขับรถมาเป็นขบวน
เดินหล่อลงทุ่งมาทีละหนุ่ม
น้องไฮ
เด็กหนุ่มร่างบาง ผิวขาวจั๊วจากครอบครัวซึ่งค่อนข้างมีฐานะ พ่อ แม่ ตา ยาย
น้าสาวของไฮสองคนถือว่ารวยมากเชียวล่ะ มีบ้านเรือนไทยหลังงามคลาสสิคร่วมสมัย
มีสระว่ายน้ำหน้าบ้าน ไฮโซว่างั้นเถอะ ฉันเห็นเจ้าไฮมาตั้งแต่เด็ก เด็กคนนี้ถูกเลี้ยงเป็นคุณหนู
เรียนโรงเรียนเอกชนหรู ไม่เคยต้องลำบาก (แต่เจ้าไฮมาเป็นชาวนาคับท่าน)
น้องโชค เจ้าหนุ่มผิวคล้ำ ผอมกะหร่อง บ้านติดกันกับไฮ
เจ้าอาร์ต เจ้าเจมส์ ลูกหลานญาติฝั่งพ่อ หลังบ้านเราติดกัน
หนุ่มๆ
พวกนี้เป็นเครือญาติบ้านใกล้กันซึ่งวิ่งเล่นกับฉันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่มีหนึ่งหนุ่มที่ทำให้ฉันรู้สึกเซอร์ไพรส์ที่สุดก็คือเจ้าบอล
หนุ่มสำอาง หน้านวลเนียนขาววิ้ง แต่งตัวเท่ห์ บ้านอยู่คนละคุ้มหมู่บ้าน
ไม่ได้สนิทคุ้นเคยกันสักเท่าไหร่ แต่งานนี้เขามีน้ำใจมาช่วย
นอกจากหนุ่มๆ
แล้วก็ยังมีฮะโหยด (ลูกน้องพ่อ 555) เป็นขี้เมาประจำหมู่บ้าน
หูหนวก ชอบพูดกลับหลัง ถนัดใช้แรงงาน มีน้ำใจกับบ้านเราเสมอมา
(นับตั้งแต่ฉันยังไม่เกิด)
น้าเกียรติมีที่นาอยู่ติดกันเดินมาถามไถ่ทักทายอยู่เรื่อยๆ
แรงงานหนุ่มๆ
ช่วยกันตีข้าว ให้บรรยากาศเหมือนสมัยก่อน ที่ชาวนามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ มีเรื่องมาพูดคุยหยอกล้อสร้างเสียงหัวเราะลั่นทุ่งอยู่เรื่อยๆ
งานแล้วเสร็จรวดเร็ว จากนั้นกรอกข้าวใส่กระสอบแล้วแบกไปขึ้นรถขนกลับบ้าน
ฉันไม่ได้เจอบรรยากาศแบบนี้มานานมากแล้ว
ครั้งสุดท้ายเท่าที่จำได้คงเป็นสมัยเรียนประถม ตอนนั้นมีน้าป๋อง (ลูกพี่ลูกน้องของฉัน
แต่ฉันเรียกแกว่าน้าเพราะอายุห่างกันมาก ,น้าป๋องเป็นลูกชายคนเล็กของป้า สมัยนั้นป้ายังไม่ตาย
ยังไม่ได้โอนที่นาแบ่งให้ลูกหลาน ดังนั้นน้าป๋องจึงทำนาทั้งหมดที่เป็นของป้าได้) กับน้าลัด
สองผัวเมียซึ่งทำนาเป็นอาชีพ ที่นาของพ่อฉันอยู่ติดกับที่นาของป้า ฉันมักจะวิ่งตามตูดผู้ใหญ่มาเล่นที่นาด้วยประจำ
กระโดดน้ำคลอง หาจับหอยจับปูตามท้องทุ่ง เป็นเด็กที่เติบโตมาในบรรยากาศท้องทุ่งและบ้านนอกอย่างแท้จริง
เห็นพวกผู้ใหญ่ทำไร่ทำนา ญาติๆ มาช่วยกันอย่างขันแข็ง แต่หลังจากน้าป๋องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถชนแล้ว
ท้องนาก็ดูจะเงียบลงถนัดตา ฉันเองก็โตขึ้นและไปเรียนในเมือง วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป
ห่างไกลท้องทุ่งมานับแต่นั้น
ฉันว่าวิถีชาวนามีเสน่ห์
การช่วยเหลือกันด้วยน้ำใสใจจริง ลงมือลงแรงอย่างเต็มที่มันช่างประทับใจ
เราจะได้เห็นน้ำใจญาติมิตรก็ตอนนี้
ตอนเย็นกลับมาบ้าน แม่ก็ออกเงินจำนวนหนึ่งให้หนุ่มๆ ซื้อของกินมาปาร์ตี้กัน
ฉันปวดเมื่อยไปทั้งตัว
ยาคลายกล้ามเนื้อของแม่ไม่ช่วยอะไรเลย (แง่ๆ) กะว่าเสร็จงานนี้แล้วจะชวนแม่ไปนอนให้หมอนวดให้สบายอุรา...ที่เชียงคาน
ที่ซึ่งหมอนวดแผนโบราณเป็นที่ลือชื่อยิ่งนัก
รู้ซึ้งถึงน้ำทุกข์มาพอสมควรแล้ว
ต่อไปก็พักผ่อนให้เต็มที่ วู้ววววววววววววววววววววววววววววววววว
มาตา
1 ธันวาคม 2555
วิถีพอเพียงตามแนวพ่อสอน
,อาชีพชาวนา
โอยยยยยยยยยยยยยย
ไม่ง่ายเลย หนูซึ้งใจ
No comments:
Post a Comment