Thursday
day 115 | rungkarn
เมื่อค่ำวานกินข้าวนอกบ้านร้านครัวบ้านเรา
ความรู้สึกแรกคือไม่อยากออกไปเลย อยากอยู่บ้านเงียบๆ ดูทีวีกับยาย
เดาว่ายายจะจุดเทียนแด่ในหลวงที่รักเหมือนเช่นเคยทุกปี
แต่ก็ออกไปเพราะพ่อ
อาหารอร่อยเหมือนเดิม
แต่หัวใจรู้สึกบอบช้ำเหลือเกิน
ทั้งหูซ้ายหูขวาจับจ้องเรื่องที่รอบข้างคุยกัน
แต่ความรู้สึกคือเอือมระอา
หันมองไปโต๊ะอื่น เขาไม่เห็นคุยกันเลย
อย่างน้อยก็ไม่คุยเรื่องแบบที่โต๊ะเราคุยกัน
จนเราพูดว่า ช่วยคุยเรื่องเบาสบายหู ไม่หนักสมองกันได้ไหม
แม่พูดออกมาประโยคหนึ่ง นี่ล่ะ ความคิดไม่เคยไปถึงไหน
ไม่ถึงกับตัวชา แต่รู้ตัวว่านิ่งจะดีกว่ามาก
การเป็นผู้ใหญ่ มีความคิดพัฒนา
เขาต้องพูดเรื่องซีเรียสกันขณะกินข้าวเป็นครอบครัวน่ะหรือ
เขาต้องพูดเรื่องคนอื่น ห่าเหวอะไรเทือกนี้กันงั้นหรอกหรือ
เรามีอำนาจที่จะไปตัดสินชีวิตคนอื่นด้วยหรือเปล่า
ทั้งที่รายละเอียดชีวิตมันมีเยอะแยะมากมาย
ตรงกันข้าม คนอื่นตัดสินว่าเราเป็นแบบนั้นแบบนี้
แต่เขาก็ไม่ได้มองมาตรงรายละเอียดชีวิต ที่ล้มลุกคลุกคลานนั่นเลย
รีบกินให้เสร็จ แล้วลุกไปเล่นกับน้องคุณ
สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ช่วยเราได้เสมอ
ยิ่งรู้สึกแปลกแยกขึ้นทุกวัน
แต่หากประโยคแบบนั้น มันไม่ได้กระทบหูกระทบใจในช่วงอารมณ์แบบนี้
เราอาจจะเปิดกว้างได้บ้าง
แต่เราก็ไม่เคยคิดเลยว่า
ถ้าเราโตขึ้น เราจะต้องตะเกียกตะกายไปนั่งฟังเรื่องคนอื่น
แล้วเอามานั่งพิจารณาใส่หัวตีขยายเป็นวงกว้าง ดั่งเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตตัวเอง
เฺ่ฮ่ย มันเสียเวลาในการดำเนินชีวิตของตัวเองพิกลว่ะ
รู้ว่าการบันทึกอันนี้ไม่เป็นผลดีอะไรเลย
แต่ัมันคงถึงทางแยกที่เราต้องเลือกเพื่อตัวเองเข้าสักวัน
หรือไม่ทุกวันนี้ที่ทำที่เลือก ก็เพื่อตัวเองทั้งนั้น
ไว้ถึงทางแยกแบบนั้นเมื่อไหร่
กลับมาอ่านเราคงเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้น
ขอให้พรุ่งนี้และวันต่อๆ ไป เข้มแข็งมั่นใจขึ้้นก็แล้วกัน
ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะแลกกับอะไรบ้าง..ก็ตาม
อยากจะร้องไห้, ๐๗.๔๖ น.
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment