น้องคุณนอนเกือบทั้งวัน
มาร่าเริงเอาตอนค่ำนี้แล้ว
คุยกับพี่แหม่มคุยกับยาย อ๋อคงเป็นเพราะเมื่อนอนไอเกือบทั้งคืน
กลางวันก็เลยเพลีย
เมื่อวานก็คิดว่าน้องแสบจะเข้าร่างเดิมแล้ว
แต่ที่ไหนได้ ยังแสบได้ไม่เต็มที่
วันนี้ถึงแม้น้องคุณจะไม่ได้ไปโรงเรียน
เราก็ไม่ได้คลุกคลีกับหลานเลย
มีแว๊บเข้าไปดูอีกบ้านเป็นครั้งๆ พี่แหม่มก็ไม่ได้ไปทำงาน
ได้พักผ่อนไปพร้อมกับลูกชายเลยด้วย
วันนี้ช่วงเช้า ทำขนมเสร็จแล้วทำกับข้าว
แม่ก็เริ่มไม่สบายตั้งแต่เมื่อคืน ไอไม่หยุด
เมื่อเช้าโดนแม่เคืองเรื่องที่เราเถียงล้อเล่นกับแม่
แม่ทักเรื่องอาการภูมิแพ้และกินยาแก้แพ้ระยะยาวของเรา
อยากให้ไปต้มยาสมุนไพร แบบหมอบ้านอีกครั้ง
แต่เรายังไม่สะดวกไป เราก็เลยแกล้งกวนไปว่า เดี๋ยวไปเอง
แม่พูดมาคำนึง เราพูดกลับไปคำนึง
กว่าจะเงียบกันได้ แม่ก็ตัดบทว่า ไม่อยากจะคุยกับใครเลย อยากอยู่คนเดียว
เราก็พูดไปคำเดียว โอเค แล้วเราก็หลีกจากแม่มา
เคืองหรือน้อยใจไม่ทราบ
พอเที่ยงแล้วก็คุยกันดีเหมือนเดิม
เย็นนี้ แม่ก็เลยออกปากว่าอยากกินผักหวานต้มไข่ก่อนกินยา
เราก็เดินถือมือถือ คุยกับคุณเธอไปด้วยเก็บผักหวานข้างบ้านไปด้วย
เหตุเพราะได้คุยกันทางเฟซบุ๊กว่าตัวน้อยเป็นหวัดนิดหน่อยแล้ว
ก็เลยโทรถามข่าวคราวเพิ่มเติม
แล้วก็ถึงเวลา ผลัดกันดูแลกันเหมือนเคยของแม่กับเรา
เราเองก็ยังคงไอค่อกแค่กอยู่ แต่ถือว่าสุขภาพดีกว่ามาก
มีพี่ฟ้าทะลายโจรเป็นที่พึ่งสำคัญอีกแล้ว
เราซดน้ำฟ้าทะลายโจรผสมน้ำผึ้งแทนน้ำเปล่าได้
ขมนะ..แต่ก็เพราะรู้ว่าขมแบบไหน เลยไม่เอียน
ถ้าใครมาทำหน้าอี๋ใส่ เราก็กะว่าจะประกาศให้รู้
ว่าขมแบบนี้ดีกว่าขมความรักแยะเลยแหละ ฮ่าๆ
จำได้ว่าปีก่อน มกรามาแม่ก็ล้มรถ
เราก็มีอุบัติเหตุได้ผลัดกันดูแล
ดีนะที่ปีนี้เป็นแค่หวัดกัน
เพราะอยู่ใกล้ตา เราเลยสบายๆ
ก็ดูแลกันไปเนอะ
...
ช่วงสัปดาห์ก่อนตั้งแต่กลับจากสุราษฎร์
เอาหวัดติดกลับมาด้วย บวกกับช่วงที่น้องคุณอาการไม่ดี
จนถึงเข้าโรงพยาบาล เป็นวันที่เรารู้สึกเหนื่อยจริงๆ
แต่เหนื่อยแบบราบเรียบ บอกตัวเองได้ว่าไม่เป็นไร สบายมาก
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า ชีวิตของเราอยู่ตรงไหนกันแน่
การรับรู้อะไรเยอะกว่าชีวิตปกติธรรมดา
สิ่งเร้าเข้ามากระทบใจให้ไหวเอนก็มีมากเสียเหลือเกิน
มีอะไรอยากจะบันทึกเยอะแยะในช่วงเวลานั้น
แต่ก็รอให้อารมณ์ตกตะกอน เราถึงจะเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้น
นี่คงเรียกได้ว่า เรามีสติใช่หรือเปล่า
เราเพิ่งรู้เมื่อไม่กี่วันมานี่เองว่าแม่อยากให้เราคิดเรื่องเรียนต่อ
เราก็คิดนะ แต่ไม่กระเตื้องเท่าเรื่องทำมาหากิน ฮ่าๆ
เราอาจจะดูเฉยเมย(มาก) เพราะเราไม่พูดปรึกษาใคร
ภาระในใจเรื่องอนาคต พ่อแม่ คนที่เรารัก เรานึกถึงยังไงไม่เคยพูดพร่ำ
อีกทั้งยังเป็นคนประเภทเหนื่อยแล้วบ่นไม่เป็นด้วย
แต่วันนี้เราคุยกับแม่แล้ว เรื่องการตัดสินใจของเรา
ก็ขอให้มีความเชื่อมั่นตามมาก็แล้วกัน
ทั้งหมดไม่ว่าเราจะคิดยังไงหรือรู้สึกยังไง
ไม่ขอให้ใครมาล้วงคอหรือควักใจให้ได้รู้
แต่ขอแค่มีคนไม่กี่คนเชื่อมั่นในตัวเราก็พอ..แค่นี้จริงๆ
เราเพิ่งตบตีตัวเองเมื่อคืน
ที่ผ่านมาเราไม่ได้เรื่องเลยในสายตาแม่
ตั้งแต่เรียนจบมา เอามีแค่เปลือกเบาบาง
ที่หาสาระแทบไม่ได้เลย บวกกับไม่แสดงออกด้วยมั้ง
จากนี้ต้องกากบาทสีแดงตรงหน้าผากตัวเองไว้เลย
ว่าทำอะไรต้องทำด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจได้แล้ว
อย่าเหลาะแหละปล่อยให้ใจฝ่อง่ายเหมือนที่ผ่านมา..ย้ำย้ำย้ำ!
วันนี้อารมณ์เตลิดมาก แต่เตลิดไปในทางที่ดี
รู้สึกตัวอีกครั้งว่า เวลาดีใจก็ร่าเริงซะเหลือเกิน
ไร้ความพอดีจริงๆ
ยังไม่รู้ว่าจะสมหวังเป็นอย่างใจหรือจะผิดหวังเหมือนปีที่แล้วอีก
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการมีความหวังมันทำให้รู้สึกสดชื่นดีจริงๆ
และถึงแม้จะเผื่อใจไว้แล้ว หากผิดหวังอีก เราก็รู้ดีว่า
ความรู้สึกไม่พอใจ ไม่สบายใจจะถาโถมเราเหมือนเช่นเคย
ไม่มีหรอกที่เผื่อใจไว้แล้วจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย
ก็ถือว่าเป็นภูมิต้านทานก็แล้วกัน
ไม่ว่าจะเป็นกายหรือใจ เราก็ควรมีภูมิต้านทานด้วยกันทั้งนั้นนี่นา
...
เรื่องทริปมะละกา
ถึงแม้ทั้งหวายและมุ่ยไม่ได้ร่วมเดินทางด้วย
ก็ไม่เป็นไร แต่เสียดายมาก
อย่างที่แจบอกกับเราเมื่อคืนวันเสาร์
เพราะไม่รู้ว่าจะได้เจอกันเมื่อไหร่อีก..แต่ก็ไม่เป็นไรจริงๆ
บางทีที่เราคุยกับแจ เรารู้สึกว่าเรื่องบางเรื่อง
แจละเอียดอ่อนกว่าเรามากเลย :)
เรายังจำได้ดี ครั้งที่แจชวนผ่านทางเฟซบุ๊ก
ให้ร่วมทริปมะละกากัน
เราบอกว่าเราไม่เป็นเรื่องภาษา
แจบอกว่าแจไม่ได้ต้องการคนที่เก่งภาษา
แต่อยากได้เพื่อนร่วมเดินทาง ถ้าจำไม่ผิดประมาณนี้
เพียงแค่นั้น เราก็เต็มใจและยินดีจะเดินทางด้วยแล้ว
วันนั้นรู้สึกยังไง วันนี้ก็ยังเต็มใจอยู่เช่นเดิม :)
หลังจากนี้เราจะไม่ขอให้อะไรเป็นใจ
เราจะไม่หวังให้หนทางราบเรียบหรือแต่ละวันราบรื่นเหมือนเคย
แต่เราขอให้ตัวเองรับมือกับทุกอย่างทุกเรื่องราวทุกตัวคนให้ได้ก็พอ
เวลายังคงเดินเร็วเหมือนเดิม อีกไม่กี่วันมกราห้าหกก็จะจากเราไปแล้ว
๒๒ มกราคม ๒๕๕๖, ๒๐.๒๑ น.
No comments:
Post a Comment