Tuesday

day 71 | patawee



เมื่อวานเอฟล้ม ขาพลิก ปวด บวม เดินไม่ไหว
เมื่อเย็นหลังเลิกงานเรารีบบึ่งจากที่ทำงานไปรับที่สกอ.
พาไปโรงพยาบาลพญาไท ๒
หมอบอกว่ากระดูกหัก ต้องใส่เฝือกไปอีกเกือบเดือน
ได้แต่บอกเอฟว่านี่คงเป็นการฟาดเคราะห์

พาเอฟไปส่งที่บ้าน
เป็นอีกครั้งที่ได้กินข้าวฝีมือคุณแม่เอฟ
ที่พิเศษกว่านั้นคือมีข้าวฝีมือแฟล็กน้องชายเอฟด้วย
น่ากินไปหมด แถมอร่อยทุกอย่าง
บรรยากาศในการล้อมวงกินข้าวพูดคุยก็ช่างผ่อนคลาย
ข้าวหุงร้อนๆ ไข่เจียวทอดใหม่ๆ แกงเทโพ แกงกะทิมะละกอ หมูพริกไทยดำ
เสียงแม่เอฟที่บอกว่าเติมข้าวอีกสิลูก
เสียงพ่อเอฟที่พูดคุยหยอกล้อกับแฟล็ก
เอฟที่นั่งอยู่ข้างๆ ซัดทุกอย่างที่ขวางหน้าไปกับเรา
ทุกอย่างทำให้เราคิดถึงบ้านขึ้นมามากถึงมากที่สุด

ที่จริงความรู้สึกนี้มันเข้ามาจู่โจมเราตั้งแต่เมื่อหัวค่ำ
เมื่อเรานั่งรอหมอวินิจฉัยอาการของเอฟนั่นแล้ว
เราเอานายรอบรู้จังหวัดน่านออกมาอ่านเตรียมข้อมูลน่าน
ดูหน้าแผนที่รวมที่เป็นแผนที่ประเทศไทย
ไล่ดูระยะทางจากกรุงเทพฯไปน่าน
พลันสายตาก็ไล่เลยไปถึงจังหวัดบ้านเกิดที่อยู่เฉียงไปทางซ้าย
แล้วก็คิดไปถึงจังหวัดที่พี่ๆในกองนายรอบรู้คนอื่นอยู่
ลพบุรี ชลบุรี นครปฐม ฯลฯ ทุกคนเป็นคนต่างจังหวัดหมด
แตู่ดูระยะทางแล้วก็เห็นว่าทุกคนมีบ้านอยู่ใกล้ๆกรุงมาก
ในช่วงนั้นเองที่คิดขึ้นมาว่า บ้านเราอยู่ไกลจากกรุงเทพฯตั้งเยอะ
นี่เรามาทำอะไรที่นี่ ที่นี่มีอะไรให้เราต้องอยู่หรือ
ทั้งๆที่เมื่ออยู่บ้านหรือใกล้บ้านเราก็มีความสุข
แถมมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
..เราไม่กล้าตอบตัวเองเลยจริงๆ

อย่างหนึ่งเรารู้ว่าเราติดสังคม ติดเพื่อน
เราเรียนที่นี่ ผ่านชีวิตช่วงวัยรุ่นมาที่นี่
เพื่อน คนรู้จักส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ญาติของเราอาศัยอยู่ในเมืองนี้
เราอยู่ที่นี่เราอุ่นใจว่าเรายังมีใครต่อใครให้พึ่งพาอาศัยได้
น่าแปลกที่ทั้งๆที่เราเป็นคนลำปาง แต่ที่ลำปางเรากลับไม่รู้สึกผูกพันกับผู้คนที่นั่นเลย
ญาติพี่น้องก็ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนม เพื่อนฝูงสมัยเด็กก็ห่างหายจากกันไปหมด
เพื่อนบ้านเราก็แทบไม่มี เพราะบ้านเราอยู่ลึก พื้นที่กว้าง ห่างไกลเมือง
เพื่อนเล่นวัยเด็กของเราก็มีน้อง ลูกคนงาน กับต้นไม้ใบหญ้าเท่านั้นเอง
เมื่อเราพูดถึงการกลับบ้าน เรามักหมายถึง "บ้าน" ที่เป็น "บ้าน" เราจริงๆ
ไม่ได้หมายถึงบ้านที่เป็นจังหวัดที่เราอาศัยอยู่ด้วยซ้ำ
มันเป็นอย่างนั้นมาเสมอ และมันก็จะเป็นอย่างนั้นตลอดไป
เรานึกถึงทฤษฎีชายขอบที่เคยเรียนสมัยมหาลัย
เออ จริงๆเรานี่ก็เข้าข่ายคนชายขอบเหมือนกัน
เป็นคนชายขอบเมื่ออยู่ที่บ้าน และัก็เป็นคนชายขอบเมื่ออยู่ที่นี่
ไม่มีพื้นที่ไหนที่เราปักหลักยืนอยู่ในใจกลางได้เลย
นี่เราไม่ได้ซีเรียสหรือรู้สึกไม่ดีนะ แค่ตั้งข้อสงสัยกับความเป็นตัวเองเท่านั้นเอง
และเราก็โอเคกับสถานะชายขอบแบบนี้ของเราดี(ละมั้ง)

ตอนนี้เรากลับมาอยู่หอแล้ว
เคว้งคว้างพอสมควร
นานแล้วที่เราไปบ้านเอฟแล้วกลับมา-
โดยไม่ได้ค้างคืนจนถึงเช้าวันใหม่ก่อนไปเรียนหรือทำงาน
ปกติเราจะอยู่ด้วยกันจนถึงนาทีสุดท้าย ใช้เวลาด้วยกันอย่างคุ้มค่ามากๆ
แต่วันนี้เพราะเหตุการณ์หลายอย่างไม่เอื้อให้อยู่ต่อ เราเลยเลือกกลับ
กลับมาเคว้งคว้างอยู่คนเดียวแบบนี้

แต่เอาจริงๆแล้วเราก็โอเคมากจริงๆ
อย่างน้อยความรู้สึกเคว้งคว้างและใจหายนี้
มันก็ทำให้เรารู้ว่าคนที่เราจากมายังมีคุณค่าต่อเรามากมายขนาดไหน
มันชัดเจนมาก ถึงตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนแล้ว
เรารู้แล้วว่าใครที่เราควรให้ความสำคัญ ใครที่เราควรทะนุถนอมดูแลหัวใจให้ดี
เราไม่ควรไขว้เขวไปไหนต่อไหนเป็นเวลานานได้ขนาดนั้นเลย ไม่ควรเลย
ขอบคุณมากๆนะ ขอบคุณมากๆจริงๆที่ยังอยู่เคียงข้างกันเสมอ









No comments:

Post a Comment