..........
ความสุขของกะทิ เป็นหนังสือที่ฉันรักและประทับใจมาก
แม้แต่ที่เอามาทำหนังก็ตาม คนอื่นอาจมองว่าการอ่านหนังสือแล้วไปดูหนัง
มันเป็นการลดทอนอรรถรสของหนังสือที่เราได้เคยอ่านมา
แต่ฉันไม่ตั้งความหวังไว้ หรือไม่ได้เอาเกณฑ์แบบนั้นมาชี้วัดว่าหนังดีหรือไม่ดี
ฉันอยากไปดูว่า หนูกะทิในหนังที่ถูกขัดเกลามาจากหนังสือหน้าตาเป็นเช่นไร
คนที่หนูกะทิรักที่มีเพียงไม่กี่คนในชีวิตเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
นิสัยใจคอ ใจดี อ่อนโยน และน่าทนุถนอมมากเพียงไร
ที่สุดแล้ว หนังเรื่องนี้ก็ทำให้ฉันน้ำตาไหลไม่รู้ตัว ได้เท่ากับตัวอักษรจากหนังสือ
"กินใจจริงๆ.."
ฉันสัมผัสลึกซึ้งในทางความรู้สึกเท่าที่จะเป็นไปได้จากตัวอักษร
สำหรับฉัน หนูกะทิเป็นเด็กผู้หญิงที่เหงาลึก เงียบนิ่งไม่ค่อยพูดจา
มีมารยาท มองเห็นโลกในวัยตัวเองได้เท่ากับความสวยงามในแบบนั้น
ถึงจะไม่ค่อยพูดจา แต่กับคนที่สนิทอย่างพี่ทอง
หนูกะทิหัวเราะและพูดจาคุ้นเคยด้วยได้อย่างสบายใจ
ฉันชอบบรรยากาศต่างจังหวัดที่บรรยายไว้
ฉันชอบตากับยาย ที่พยายามปกป้องหลานสาวไว้ในโลกที่ท่านคิดว่าเหมาะสมแล้ว
ฉันชอบน้าๆ กับลุงที่ดูจะเป็นป้ามากกว่าของหนูกะทิ
พวกเขาคงมองหนูกะทิด้วยสายตาเอ็นดูในทุกเวลา
หนังสือเรื่องนี้ อ่านได้อย่างเรียบงาม
ถ้าเป็นเส้นกราฟคงเป็นเส้นตรงในทางที่พอดี แต่ลึกซึ้งในความรู้สึกเหลือเกิน
มีบางหน้าที่ฉันน้ำตาไหลไม่รู้ตัว มันรู้สึกแน่นหน้าอก โลกเงียบสงัดขึ้นมาทันที
ฉันคงบรรยายความรู้สึกประทับใจจากหนังสือเล่มนี้ได้ไม่หมด
แต่หนูกะทิทำให้ฉันเชื่อว่า แม้แต่เด็ก พวกเขาก็เตรียมรับมือกับความเสียใจได้อย่างดี
พวกเขารู้ว่าความสุขของพวกเขาอยู่ตรงไหน
หนูกะทิทำให้ฉันรู้ว่า ในการดำเนินชีวิตของเด็กๆ พวกเขาควรได้รับอิสระเสรีในการได้เลือก
ในแววกังวลในความไม่มั่นใจ พวกเขาพร้อมจะก้าวเดินไปอยู่ดี
.........
- กะทิไม่เคยใช้เวลาล้างหน้าแต่งตัวนาน
ตาล้อบ่อยๆ ว่าวิ่งผ่านน้ำเสร็จแล้วหรือ
ยายหันมามองเมื่อกะทิเข้ามาในครัว ยายไม่เคยยิ้มตอบหรือทักทาย
ตาบอกว่ายิ้มของยายมีน้อย ต้องสงวนเอาไว้อัดกระป๋องส่งออกไปขายต่างประเทศ
- ตารู้สึกขัดอกขัดใจที่ยายชอบทำให้ตัวเองลำบาก
บางทีกะทิรู้สึกเหมือนยายกำลังกลัวตัวเองว่าง
ในครัวจึงมีงานน้อยใหญ่ ทำขนมแจก ทำขนมใส่บาตร
ทำขนมทำบุญ ตาบอกว่า..ฝีมืองั้นๆ อาศัยทุ่มทุนถึงเครื่องเป็นหลัก
- มื้อค่ำผ่านไปเงียบๆ แตกต่างจากความโกลาหลในครัวตลอดบ่าย
ลมจากแม่น้ำเย็นบาดเนื้อส่งท้ายปี พระจันทร์ดวงโตเปล่งรัศมีอวดความงามอยู่กลางฟ้า
เห็นกระต่ายในดวงจันทร์ชัดถนัดตา สามชีวิตบนระเบียงชมจันทร์ราวถูกสะกด
ตาพูดลอยๆ ว่า อยู่ที่ไหนก็ดูพระจันทร์ดวงเดียวกัน..
- แม่ยังหลับอยู่ กะทิเข้าไปนั่งใกล้ๆ
ใบหน้าของแม่ใต้หน้ากากที่มีท่อเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องไบแพพดูสงบ
กะทินึกถึงคำพูดของน้ากันต์ แม่เลือกที่จะไม่เจาะคอใส่เครื่องช่วยหายใจเพื่อยืดอายุ
เพราะจะทำให้แม่พูดไม่ได้ แม่เลือกที่จะลดเวลาชีวิตของตัวเองลง แต่พูดได้จนนาทีสุดท้าย
กะทินึกถึงนิทานเรื่องเงือกน้อย ที่ยอมตัดลิ้นเพื่อเปลี่ยนหางให้เป็นขา
แล้วไปตามหาเจ้าชายคนรัก แม่คงไม่มีความรักให้ต้องติดตามหาแล้ว
- กะทินั่งอยู่เป็นเพื่อนแม่เงียบๆ พระจันทร์สวยจริงๆ
จนกะทิอยากให้ทุกคืนเป็นคืนเดือนเพ็ญ
พี่อ้อยพยาบาลของแม่เอาผ้าคลุมไหล่มาให้ กะทิจึงลุกออกมา
ตั้งใจจะไปรินน้ำดื่มในห้องเตรียมอาหาร ภาพที่กะทิเห็นคือน้าฎากอดยายร้องไห้จนตัวสั่น
น้ำตาไหลอาบแก้มลุงตอง น้ากันต์กับตายืนหันหลัง
กะทิมองเห็นดอกสีม่วงบอบบางของผักบุ้งทะเลบนหลังตู้เย็นสลดเหี่ยว
ใครคงลืมเติมน้ำในแจกันตอนยกมาตั้งไว้..
- แล้วแม่ก็สวดมนต์อยู่ในใจ ทุกคาถาที่ยายเคยสอนเท่าที่นึกได้
สวดมนต์แล้วก็อธิษฐาน จะเรียกว่าบนบานก็ได้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ถ้าอภินิหารมีจริง ขอให้ลูกของแม่ปลอดภัย แม่ยอมแลกทุกอย่าง ทุกอย่างจริงๆ
คนทั่วไปคงอธิษฐานเอาชีวิตตัวเองเข้าแลก แต่ชีวิตของแม่คงแลกอะไรไม่ได้ทั้งนั้น
ในเมื่อแทบจะไม่มีเหลืออยู่แล้ว ฟ้าผ่าเปรี้ยงเหมือนรับรู้เมื่อแม่อธิษฐานว่า ถ้าลูกปลอดภัย..
แม่จะไม่แตะต้องตัวลูกอีกเลย แม่จะไปให้ไกลจากลูก ไม่ทำให้ลูกต้องตกอยู่ในอันตรายอีกแล้ว
- แม่บอกว่าคนเราต้องมีความใฝ่ฝัน และทำวันแต่ละวันให้ดีที่สุดไปพร้อมๆ กันด้วย
กะทินึกไม่ออกว่าตัวเองมีกับเขาหรือเปล่า แต่วันนี้ชีวิตก็มีความสุขดี
ตรงที่มีพี่ทองมายืนชมทะเลอยู่ด้วยกัน แม้ว่ากะทิเพิ่งสูญเสียคนที่กะทิรักมากที่สุดไป
- ลายมือพี่ทองตัวโตแบบที่เรียกว่าโตเท่าหม้อแกง
ที่เขียนมาได้หลายประโยคบนเนื้อที่จำกัดแบบนี้ก็เก่งแล้ว
กะทิดีใจที่พี่ทองเข้าใจกะทิ และไม่โกรธที่กะทิทำลงไปแบบนั้น
คืนนั้น กะทิเปิดกล่องขนมเก่าๆ ที่ใช้เก็บของส่วนตัว
ใส่โปสการ์ดของพี่ทองลงไปรวมกับจดหมายของแม่
จดหมายฉบับที่แม่เขียนถึงพ่อ จดหมายฉบับที่กะทิตัดสินใจไม่ส่งไปรษณีย์
วันนั้นกะทิส่งจดหมายไปต่างประเทศก็จริง แต่เป็นจดหมายที่ส่งไปถึงพี่ทอง
วิธีนี้ทำให้กะทิไม่ต้องอธิบายให้ลุงตอง น้ากันต์และน้าฎาฟังว่ากะทิตัดสินใจเช่นนี้เพราะอะไร
บางทีชีวิตก็ไม่มีคำอธิบาย แม่เคยบอกไว้อย่างนั้นไม่ใช่หรือ
และระหว่างแม่กับกะทิ กะทิก็เชื่อว่าแม่เข้าใจได้ โดยที่กะทิไม่ต้องอธิบาย
กะทิกราบพระก่อนนอน พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปโรงเรียน ทุกอย่างเหมือนเดิม
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แล้วเสียงตะหลิวของยายก็จะปลุกให้กะทิตื่นขึ้นพบกับโลกใบนี้อีกครั้ง
จากหนังสือ ความสุขของกะทิ - งามพรรณ เวชชาชีวะ

อ่านหนังสือและดูหนังเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกดี
ReplyDeleteมันเป็นภาพที่สวยจริงๆ แอบน้ำตาซึมกับหลายฉากหลายตอน
จำได้ว่าตอนหนังเข้าในโรง ได้โปสการ์ดฟรีพร้อมตั๋วหนังใบหนึ่งมาด้วย
เป็นรูปของตาจูงจักรยานส่วนกะทิเดินอยู่ข้างๆ ฉากด้านหลังเป็นทุ่งนามีต้นข้าวเขียวขจี มุ่ยเห็นโปสการ์ดใบนี้ตอนแรกน้ำตาซึมเลย เพราะภาพมันเหมือนมุ่ยตอนเด็กที่เคยเดินข้างๆ พ่อที่จูงจักรยานไปเที่ยวทุ่งนาด้วยกัน
เป็นภาพที่น่ารักมากๆ
วัยเด็กของมุ่ยก็มีบรรยากาศชีวิตคล้ายๆ กะทิ อยู่บ้านต่างจังหวัด
ดูความสุขของกะทิแล้วมีความสุขมากๆ
มุ่ยเขียนโปสการ์ดใบนั้นส่งให้พ่อด้วยล่ะ อิอิ