..........
ความจริงแล้ว เรามีความกังวลใจในตัวเองสูง
เวลาผ่านมาหนึ่งปีเศษ ในสิ่งที่เราทำเรื่องเบเกอรี่มันควรจะเดินหน้าได้มากกว่านี้
เรามีชื่อที่จะใช้เป็นของตัวเองแล้ว เรามีแผนที่คิดอยู่ในหัวทุกอย่าง
เขียนวาดมันออกมาได้แทบจะทุกอย่างแล้วจริงๆ
ซ้ำที่ดีกว่านั้น มีครอบครัวพร้อมจะช่วยเหลือเสมอ
มีเพื่อนคอยเป็นกำลังใจ เป็นแรงผลักดันที่ดีมาก
แต่เรากังวลว่า..ถ้าเราลงมือทำอย่างเต็มรูปแบบในระดับหนึ่ง
เราจะไม่มีเวลาพอจะปลีกตัวทำงานอื่น
ในช่วงเวลาที่มีงานออกแบบแทรกผ่านเข้ามาบ้าง
เรารู้สึกสนุกกับการต้องสังเกตสิ่งต่างๆ ในรายทางเยอะขึ้น
เราซื้อหนังสือประเภทนิตยสาร เพื่อสังเกตมากกว่าอ่าน
เรารู้สึกจริงจังกับการสังเกตมากขึ้น สมองจดจำได้มากขึ้น
เรารู้สึกผ่อนคลายกับอะไรเหล่านี้มากกว่าสมัยเรียน
ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี เพราะมันช่วยให้เราไม่เครียดเวลาลงมือทำงานจริงๆ
เรากังวลว่า..เราจะฉุดอารมณ์ตัวเองไม่อยู่เวลาทำงานร่วมกับคนอื่น
เพราะเวลาเราทำกับข้าวหรือทำขนม เราชอบอยู่คนเดียว
ถึงจะไม่เงียบเพราะฟังเพลง หรือใส่หูฟัง
แต่มันก็ดีกว่าการต้องมีคนอื่นคอยช่วยหรืออยู่ใกล้ๆ
เรากังวลว่า..เราจะเสียเวลาส่วนตัวไป
เราเป็นคนที่ต้องการเวลาส่วนตัวมาก จะแค่หนึ่งชั่วโมงก็เถอะ
ถ้าเรารู้สึกเหนื่อยมากล้ามาก เราจะปลีกตัวทันที
แม้แต่กับหลานที่เราชอบเล่นด้วย ในหลายๆ ครั้ง
เราก็ต้องปลีกตัวออกมา เวลาที่รู้สึกว่าเครียดจนปัญญา
มีปัญหากับตัวเอง เรามักจะระบายมันด้วยการร้องไห้เป็นวิธีแรก
แล้วเราก็จะผ่อนคลายในเวลาต่อมา
เรากังวลแม้แต่ในเรื่องสื่อออนไลน์
ซึ่งเราต้องยอมรับว่าการพรีเซ้นต์หรือโฆษณาตัวเองทางสื่อนี้เป็นวิธีที่ดี
คนให้การสนใจเยอะ แต่ก็มีการแข่งขันสูงเลยทีเดียว
สื่อเฟซบุ๊ก ก่อนหน้านี้เราลบคนอื่นๆ ออกไปเยอะ
มีแต่ญาติและเพื่อนที่เรารู้สึกสนิทเท่านั้น
และช่วงนั้นมีปัญหากับตัวเองด้วยในเรื่องของหัวใจ
เราตั้งสติสักระยะ แล้วมาทบทวนว่า ถ้าเราจะทำธุรกิจจริงๆ
การติดต่อสื่อสาร เปิดกว้างกับ "คนอื่น" เป็นเรื่องสำคัญมากเลยทีเดียว
พอเราเริ่มทำความเข้าใจและทำใจในแบบนี้ได้
หลังจากนั้น เราก็เริ่มตอบรับการเป็นเพื่อน จากเพื่อนของพี่ชายบ้าง
จากเพื่อนของเพื่อนบ้างอีกที ซึ่งทำไปด้วยอาการทำใจเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเฟซบุ๊กของเราอยู่ในวิถีส่วนตัว เป็นครอบครัว และเพื่อนสนิทมาก
เราไม่เคยกลัวความเหนื่อย อาจจะเหนื่อยมาก
เพราะเรารู้ว่าถึงเวลานั้น มีคนคอยช่วยเหลือจุนเจือเราไม่ขาด
ถึงเราจะมีความกังวลเหล่านี้อยู่ แต่เรารู้ว่าความจริงแล้ว
เราต้องทำมันให้สุดทาง เราเลือกแล้วนะ แล้วเราอยู่กับมันได้จริงๆ
ถึงเวลานี้มันมีความจำเป็นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
มีหลายครั้ง ที่เรารู้สึกท้อ จนอยากหยุด
แต่แค่มีคนๆ เดียวเข้ามาถามหาถึงขนมที่เราทำ
แค่คนเดียวที่อยากกินขนมเรา เขาชอบ เราก็มีกำลังใจต่อแล้ว
เราว่าเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ที่เราทำขนมให้ใครกิน แล้วเขาชอบเขาอร่อย
เขาพอใจ สิ่งที่เราได้รับกลับมาคือความรู้สึกอิ่มเอมและสุขใจ
มีครั้งหนึ่งที่เรารู้สึกดีใจสุดขีด พี่ชายหิ้วขนมเราไปต่างจังหวัด
เพื่อเลี้ยงแขกเปิดสาขาใหม่ของปุ๋ยในแบรนด์ที่พี่ชายขายอยู่
พี่กลับมาถึงบ้านค่ำแล้ว พอเห็นหน้าเราพี่บอกว่า
ท่านประธานชิมแล้ว พูดเลยว่า ขนมอร่อยขึ้นห้างได้สบายๆ
หัวใจเราพองโตมาก แล้ววินาทีนั้นมันก็ทำให้เราเห็นลู่ทางได้อีกกว้างเลย
เพียงแค่เรากล้าก้าวข้ามความกังวลใจเหล่านี้ออกมาเท่านั้นเอง!
มีหลายอย่างที่เรายังต้องแยกแยะ ส่วนตัวกับส่วนรวม
อารมณ์กับเหตุผล ความเป็นเด็กไม่เอาไหนกับการต้องโตเสียที
เอาล่ะ..อย่างน้อยบนเส้นทางนี้ เรามีความสุขกับมันได้อยู่แล้ว
(๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ - ๒๒.๒๒ น.)

ดูเหมือนพี่แอ๊ะจะรู้และเข้าใจ
ReplyDeleteมีคำถามและหาคำตอบให้ตัวเองได้
เพียงแต่ ติดความกังวล..เท่านั้นเอง
เอาไหมมุ่ยมีคาถาเสริมกำลังใจจะให้ไปใช้
"เพราะยังกลัวอยู่จึงต้องสู้ต่อ" (ยืมคาถานี้มาจากในหนัง 55)
ท่องๆๆๆ แล้วเดินหน้าต่อไปอย่าได้หวั่น
เหยียบความกลัวให้จมดิน สู้ๆๆๆ
"เพราะยังกลัวอยู่จึงต้องสู้ต่อ"
"เพราะยังกลัวอยู่จึงต้องสู้ต่อ"
"เพราะยังกลัวอยู่จึงต้องสู้ต่อ"
"เพราะยังกลัวอยู่จึงต้องสู้ต่อ"
"เพราะยังกลัวอยู่จึงต้องสู้ต่อ"
ใช้ได้จริงๆ นะ
หมามุ่ย