..........
วันนี้ตื่นเช้า ออกจากห้องแล้วไปเดินดูต้นไม้
เพราะเพิ่งลงดินไปเมื่อวานสองต้น แล้วตอนดึกฝนกระหน่ำลงมา
กลัวต้นที่เพิ่งลงดินจะเซเป๋ยืนไม่ตรงเพราะแรงฝน
ดูแล้วก็เห็นว่ายังสบายดี ศรีทนด๊ายยยยยยยยย
เอาเป็นว่าต้นไม้พวกนี้จะถึกอดทนเหมือนเจ้าของมันเป็นแน่ ;p
เพราะก่อนหน้านี้มีต้นที่จะรอดแหล่ไม่รอดแหล่
แต่ก็รอดมาจนปัจจุบัน ดูเหมือนเราจะยังเต็มใจจะดูแลรักษากันต่อไปใช่ไหม
คิดเอง..เออเอง :)
แม่เริ่มไม่สบายตั้งแต่เมื่อวาน แต่คิดไว้แล้วล่ะว่า
เช้ามาต้องงอมแงมแน่ๆ เดินดูต้นไม้เสร็จก็เข้าครัวต้มข้าวต้มให้
บอกเสียงแจ้วว่า ต้มข้าวต้มให้แล้วนะแม่
แล้วไปเอายาจากบ้านพี่มาทิ้งไว้ให้ อาบน้ำ ไปซื้อกับข้าว
กินข้าว เข้าห้องฟังเพลง ทำงานของตัวเองต่อ
มันอาจดูเหมือนไม่ใช่การใส่ใจมากมาย
แต่ฉันทำแบบนี้จนรู้สึกว่า แม่รับรู้ได้อัตโนมัติ
วันที่แม่ไม่สบาย หรือแม้แต่พ่อไม่สบาย
ได้ยินมีแต่เสียงไอสะเทือนบ้าน ฉันจะเป็นคนทำกับข้าวเอง
จะมีพวกต้มผัก กินร้อนๆ แบบนั้นให้อุ่นคอ
ส่วนน้ำพริกเนี่ย บ้านฉันขาดไม่ได้เลย
ยิ่งถ้าวันไหนน้ำพริกขาดไปสักสองสามวัน
แม่จะพูดบ่นแล้ว อยากกินอยากกินอยากกิน ฮ่าๆ
ปกติฉันก็ทำกับข้าวแทบจะทุกวัน ในสัปดาห์นึงจะมีอยู่สักวันสองวัน
ที่ฉันยุ่งเหยิง แล้วจะถามแม่ว่า แม่จะทำอะไรบ้าง
ถ้าแม่ทำ ฉันก็จะบอกว่า งั้นแม่ทำนะ ฉันไม่ทำอะไรแล้ว
ฉันตลกเมื่อวันก่อน ฉันเห็นแล้วล่ะว่าแม่กินข้าวเย็นแล้ว
ฉันอยากกินลูกชิ้นทอดร้านประจำ นั่งทำงานหน้าคอม
แกล้งออกไปขี่มอไซค์เล่นรับลม แล้วแวะไปซื้อลูกชิ้น
เพราะปกติฉันจะกินข้าวเย็นราวห้าโมง หรือไม่ก็ห้าโมงครึ่งจนเป็นนิสัย
ฉันนั่งคุยทางอินเตอร์เน็ตกับเพื่อนสนิท เพื่อนจะรู้เวลาไปแล้ว
ว่าเวลานี้ฉันต้องกินข้าวนะ ไม่งั้นปวดหัวเลย
อ้อ ฉันออกไปซื้อลูกชิ้น กลับมาทันได้เจอกับแม่ก่อนแม่จะออกไปข้างนอก
ฉันทำหน้ายียวนปกติ แล้วบอกว่า นี่..ลูกชิ้นลูกชิ้นลูกชิ้น
แม่ทำตาปิ๊งปิ๊ง ปากเบะนิดหน่อย แล้วบอกว่า อยากกินนนนนนนนน
ฉันบอกว่า กินข้าวเย็นแล้วห้ามกินอะไรแล้ว อ้วน!
แล้วแม่ก็เดินจากไป ไม่มีง้อเลย ฮ่าๆๆๆ
ฉันหัวเราะเดินเข้าครัวได้แบบอารมณ์ดี
แม่เริ่มควบคุมอาหารตอนเย็นและค่ำได้แล้ว
ฉันดีใจ..และยินดีมาก
เพราะไม่อยากให้หุ่นคุณเธอดีไปมากกว่านี้
กลัวว่าอายุเยอะมากกว่านี้โรคที่เกาะแกะร่างกายให้เสื่อมเร็วจะเข้าหา
แต่ฉันก็ยังชอบแกล้งแม่ ว่าตูดเหมือนช้าง..อ้วนบ้างอะไรบ้าง ฮ่าๆ
จนน้องของฉันบอกว่า กลับบ้านมาชอบเวลาที่สองคนนี้คุยกัน
กัดกันไปกัดกันมา แต่ฉันชอบกัดแม่แกล้งแม่
เวลาคุยไม่เหมือนแม่ลูกคุยกัน ส่วนฉันก็รู้สึกเหมือนเราเป็นเพื่อนกันมากกว่า
เมื่อก่อนฉันจะขี้หงุดหงิดมาก เวลาแม่พูดเตือนอะไร
จนระยะหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่า เออเราก็ไม่รู้ว่าจะมีเวลาเหลือให้กันแค่ไหน
ก็เลย..พอแม่บ่นหรือว่าอะไรมา ก็จะเฉยๆ ไปซะเหอะ แต่ส่วนมาก
ทำหน้ายียวนกวนเป็นลิง แล้วพูด..เหรอออออออออออออ ยาวๆ สวนกลับไป
โอ๊ยยยย นิสัยไม่ดีเลยล่ะ!
วันที่แม่ล้มรถ ก่อนฉันจะประสบอุบัติเหตุเมื่อมกราที่ผ่านมา
แม่ต้องระวังตอนเดินตอนลุกตอนทำอะไร เพราะเจ็บหน้าอกมาก
ฉันทำกับข้าวแล้วยกให้แม่กินทุกมื้อ ปากไม่ค่อยพูดอะไรหรอก
แต่ฉันทำ นั่งทำงาน หรือเล่นอะไรอยู่ ก็จะดูเวลา
สิบเอ็ดโมงก็เข้าครัวทำกับข้าว อ่ะเที่ยงแล้ว เอาข้าวเอายาให้แม่กิน
ฉันไม่รู้สึกว่ามันเป็นภาระ แต่เมื่อไหร่ที่เรารู้ว่า..มันเป็นสิ่งที่เราทำ
เต็มใจทำ..หรือว่ามีความรู้สึกห่วงใยใส่ใจอยู่ในนั้น เราจะทำมันได้อัตโนมัติ
แต่ตอนนั้น พอแม่เริ่มทำอะไรเยอะ เดินเยอะ ฉันจะแขวะทันที
เมื่อไหร่จะหาย ไม่หายแล้วล่ะแม่..พูดไม่ดีหรอก จะออกแนวกัดแม่มากๆ -*-
จนถึงวันที่ฉันประสบอุบัติเหตุ เสี้ยวนาทีที่ฉันกำหนดลมหายใจ
เอาวะ..ตายเป็นตาย แต่ตั้งสติได้กลางถนน ฉันก็ลุกขึ้นวิ่งไปอยู่ตรงฟุตบาทอย่างปลอดภัย
สิ่งแรกที่ฉันทำ คือตั้งสติ แล้วโทรหาน้องที่อยู่ใกล้ๆ
โชคดีที่มีคนดีๆ หยุดรถแล้วช่วยเหลือฉัน พาไปนั่งในร้านตรงกันข้าม
ตั้งสติได้ ฉันโทรหาแม่ ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็บอกว่า ไม่ได้เป็นอะไรมากนะ
ไม่ได้เจ็บไม่ได้อะไรเลย มีแค่แผล แต่น้ำเสียงฉันร้องไห้ เพราะไม่คิดว่าจะรอดจริงๆ
ฉันเอาแต่พูดว่า ฉันไม่ได้เป็นอะไรนะ เดี๋ยวจะไปโรงพยาบาลใกล้ๆ
จะมีพี่มารับ ฉันจะล่วงหน้าไปก่อน
เจ้าของร้านเสื้อผ้าที่ฉันไปนั่งพัก บอกว่า ฉันโชคดีที่มีแต่คนดีๆ คอยช่วยเหลือ
พอเขาเห็นแผลของฉัน เขาหมั่นถามว่าเจ็บไหม ฉันบอกว่าแค่แสบๆ
แปลกนะฉันไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่นิดเดียว ทั้งที่แผลเยอะมาก ทั้งเข่าสองข้าง
ตรงใกล้ๆ ศอกซ้ายขวา ที่เท้าอันนี้โชคดีที่ฉันใส่ผ้าใบคู่เก่ง แล้วก็สะโพกหนึ่งข้าง
สักพัก เขาก็เอาสำลีมาซับน้ำเหลืองที่ออกมาปนๆ กับเลือด
ฉันซับได้นิดนึง เขาก็บอกว่า เดี๋ยวพี่ซับให้น้องนั่งเฉยๆ นะ
แล้วเขาก็นั่งลงที่เท้าของฉันนั่งซับให้ มันเป็นภาพติดตาที่ฉันรู้สึกประหลาดใจ
ปนกับขอบคุณเขามากเหลือเกิน เป็นช่วงนาทีที่ฉันไม่คิดว่าจะเจอคนที่ใจดีกับเรามากขนาดนี้
แม้ไม่ได้รู้จักกันเลยก็ตาม ฉันพูดขอบคุณจนเขาบอกว่า ไม่เป็นไร ช่วยเหลือกัน
แล้วเขาก็เล่าว่า มีกรณีแบบฉันเยอะ แล้วไม่รอด ฉันโชคดีมาก ซ้ำยังมีคนหยุดรถช่วยอีก
จนพี่ที่รู้จักกันมาถึงแล้วรับฉันพาไปโรงพยาบาล ฉันก็ยังร้องไห้ พี่พี่ถามเจ็บมากไหม
ฉันบอกว่าที่ร้องไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่ไม่นึกว่าจะรอด ช่วงนั้นน้องของฉันก็โทรมา
บอกว่าไม่เป็นไร เรียนเสร็จจะมาหาเลย แล้วฉันก็ร้องไห้อีก ฮ่าๆ
ตอนทำแผลมันแสบมากจริงๆ
แต่ปากฉันคอยถาม ว่านั่นอะไรไว้ทำอะไร ร้องโอ๊ยยยยออกมาว่าแสบ
พยาบาลก็หัวเราะ คงหัวเราะที่แผลขนาดนี้ แต่ปากมันยังเจื้อยแจ้วอารมณ์ดี
ทำแผลใกล้เสร็จแม่ก็มาถึง แต่แม่ไม่ทันเห็นแผลหรอก เพราะโดนห่อไปแล้ว
ออกมาจะรับยา ก็เห็นหน้าพ่อ เห็นน้องตัวเอง เห็นพี่พี่กับน้องที่รักที่ฉันโทรหาเป็นคนแรก
สักพักพี่ชายโทรหาใครสักคนนี่แหละ บอกว่าจะมาหา
แต่ฉันบอกว่า ไม่ต้องมาแล้วไม่ได้เป็นอะไร ไว้เจอกันที่บ้าน
ฉันรู้ว่าพี่ชายฉันต้องรีบเร่งมากๆ เป็นคนขับรถเร็วมากด้วยอีก
เลยตัดบทไปแบบนั้น แต่ฉันก็ไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ นะ
เป็นครั้งแรกตอนโตเลยที่ต้องนั่งรถเข็น แฮ่ๆ
กลับบ้านไป ยายมองมาน้ำตาคลอ
แล้วพูดแซวว่า ตัวก็เล็กอยู่แล้ว ยังต้องมาห่อขนาดนี้อีก
โรงพยาบาลเอกชนทำแผลดีมาก แล้วก็ยังห่อมิดชิดด้วย
พี่ชายพี่สะไภ้หลานตัวแสบกลับมา ก็เข้ามาดูในบ้าน
ฉันนอนเป็นคนป่วยเลยล่ะ พี่สะไภ้น้ำตาคลอ ฉันก็เริ่มเสียงสั่น
บอกว่าไม่เป็นไร ไม่เจ็บเลย ส่วนเจ้าตัวแสบเข้ามาใกล้แล้วเป่าเพี้ยงๆ ให้
ตอนค่ำเลยได้รู้ว่าพี่โพสในเฟซบุ๊กซะงั้น..
เพราะสภาพอามันคงเล่นกับหลานไม่ได้หลายวันเลย
พี่สาวที่เป็นญาติกันเลยได้โทรมาถามไถ่ เพื่อนสนิทก็เลยได้รู้กันเพราะเฟซบุ๊ก
แต่มีไม่กี่คนจริงๆ ที่ฉันจะบอกไป
ถึงตอนที่แม่เช็ดตัวให้ น้ำตาฉันทะลักจริงๆ แม่เช็ดให้หลายรอบ
ก็เล่นวัดถนนมานี่ ไอ้รอยเขม่าดำๆ นี่เยอะแยะเลย
ตอนที่แม่เช็ดตัวให้ ฉันร้องไห้น่ะไม่ใช่เจ็บหรอก
แต่เป็นเพราะคิดอยู่ว่า ถ้าฉันเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ
ฉันไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้จะเป็นยังไง
แล้วฉันก็คงไม่ได้มายืนซึมซับความรู้สึกดีดีแบบนี้ได้หรอก
หลังจากวันนั้น ฉันก็เลยตั้งใจว่า จะหมั่นสวดมนต์
เพราะใจจริงแล้ว ฉันก็คิดว่าพระท่านช่วยฉันไว้เยอะเหมือนกัน
ช่วยไม่ให้หัวฟาดพื้นด้วย ช่วยไม่ให้ฉันเป็นอะไรไปมากกว่านี้
ช่วยให้ฉันตั้งสติได้..เพราะเวลาฉันสวดมนต์ ฉันจะขอท่านเสมอ
ว่าขอให้มีสติในการทำอะไรและมีสติที่จะแก้ปัญหา
ฉันไม่ได้อาบน้ำหลายวันมากในช่วงนั้น
จนถึงเวลาที่หัวคันยึกยือ บ่นเสียงป่วยๆ กับแม่ว่าอยากสระผม
แล้วแม่ก็เตรียมที่ให้สระผม ฉันนอนให้แม่สระผม
ได้ยินเสียงพี่แว่วๆ ตะโกนแซวมาจากอีกบ้าน
เวลาเขาไม่สบายเขาก็ดูแลกันดีเนอะคู่นี้ ฮ่าๆๆๆๆๆ
แม่พูดกลับว่า ก็ลูกเรานะ ฉันฮามาก ฉันก็พูดกลับว่า ถึงจะกัดกันแต่ก็รักกันนะเว้ย ฮ่าๆๆ
ฉันรู้สึกว่าฉันหายเร็ว เพราะมีกำลังใจที่ดีมากด้วย
ฉันไม่ได้นอนตลอดเวลา เดินเล่นน้อยๆ อ่านหนังสือ เล่นเน็ตคุยกับเพื่อนสนิท
ทุกอย่างจึงยังคงรู้สึกปกติ
ถ้าฉันเลี่ยงได้ฉันจะไม่ทะเลาะกับแม่อีก
มีวันที่ฉันสติแตกมาก แล้วทะเลาะกับแม่ก็ผ่านมาแล้ว
ฉันหวังว่าครั้งต่อไป ถ้าฉันทะเลาะกับแม่อีก
ก็ขอให้เป็นรสชาติที่กลมกล่อมก็พอ...
๐๙.๑๙ น.
อ้อ..ฝนตกประมาณแปดโมงกว่า ตอนนี้แดดเริ่มออกแล้วล่ะ
สวัสดีจ้ะ สวัสดีเช้าวันจันทร์ใสๆ ที่ฉันยังมีสติครบอยู่กับตัว :)
จะบอกว่าอ่านไปน้ำตาคลอไป จะอินไปไหน
ReplyDeleteเหมือนอ่านเรื่องของพี่แอ๊ะก็คิดภาพตาม แล้วก็มีภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดกับรอบครัวของมุ่ยด้วยผุดขึ้นมาในหัว
การที่เราได้อยู่กับครอบครัว มีคนในครอบครัวที่รักเรา ห่วงใยเรา มันเป็นอะไรที่ดีที่สุดในชีวิตแล้วล่ะ ในช่วงเวลาที่เรามีพวกเขาอยู่ก็ต้องดูแลให้ดีที่สุดในชีวิต ทำดีต่อกัน จนกว่าวันหนึ่งต้องจากจะได้ไม่เสียใจภายหลัง
มุ่ยเองเมื่อก่อนก็ไม่สนิทกับแม่เท่าไหร่ ตอนเป็นวัยรุ่นนี่แทบคุยกันไม่ได้เลย แต่จะมาสนิทกับแม่มากๆ ช่วงสามสี่ปีนี่เอง เหมือนโตขึ้น คิดแบบมีเหตุมีผลขึ้น แล้วก็รู้สึกผิดหลายๆ อย่างที่ตอนเป็นวัยรุ่นเคยทำนิสัยไม่ดีไว้ก็เลยอยากจะแก้ไข อยากทำตัวให้ดี
เหตุผลหนึ่งที่ตัดสินใจทำงานอยู่บ้าน ก็เพราะพ่อแม่เป็นเหตุผลหลักสำคัญ เพราะอยากจะอยู่ดูแลท่าน พ่อกับแม่อายุมากแล้ว ก็อยากจะช่วยอะไรเท่าที่จะทำได้
มีครั้งหนึ่งแม่ตกโต๊ะหัวแตก มุ่ยต้องคอยล้างแผลให้แม่ สระผมให้แม่ เป็นอะไรที่รู้สึกแปลกใหม่ไม่เคยทำให้แม่แบบนั้นเลย เวลามุ่ยไม่สบายก็แม่นี่ล่ะคอยดูแล ตอนยายเสีย เราก็กอดกันร้องไห้ เฮ่อ รู้สึกผูกพัน รู้สึกดีจริงๆ ที่มีพ่อแม่ มีครอบครัวที่ดีในวันนี้ (พร่ำเสียยาว)
รู้สึกว่า เราช่างโชคดีอะไรอย่างนี้ ที่มีครอบครัวไว้ให้รัก ให้ดูแล
ครอบครัวพี่แอ๊ะน่ารักมากค่ะ
พี่แอ๊ะก็โชคดีที่มีแต่คนดีๆ ที่รักและห่วงที่แอ๊ะอยู่รายรอบ
ป.ล. อยากปลูกผัก ปลูกต้นไม้ คงต้องขอวิชาจากพี่แอ๊ะนี่แหละ อิอิ
หมามุ่ย
อ่านแล้วรู้สึกดีว่า
ReplyDeleteอย่างน้อยเราก็ไม่ได้เป็นเด็กดื้อกับพ่อแม่มากนักนะเนี่ย 5555555
แบร่ แซวเล่นนะตัว ^^
อ่านแล้วอยากสวดมนต์
มีพี่เพิ่งบอกเหมือนกัน
ว่าสวดสิ ชีวิตจะดีขึ้น อย่างน้อยจิตใจเราดี ผ่องใส ทำอะไรมันก็จะดีเอง
ก็อยากลองนะพี่แอ๊ะ ทุกวันนี้ก็สวดนิดๆหน่อยๆ
อยากสวดยาวๆ จะได้มีสติ สมาธิ ปัญญา
มันน่าจะตามๆกันมาบ้างล่ะเนอะ
:)