ข่าวที่น่าตกใจในวันนี้ก็คือ
ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เสียชีวิตแล้ว
เมื่อเวลา ๑.๓๐ น. วันนี้ สิริรวมอายุ ๘๖ ปี
ก่อนหน้านี้ทราบข่าวมาบ้างว่าป่วย ไม่ค่อยสบาย
แต่ก็ยังไม่คิดว่าจะเป็นหนักถึงขั้นนี้
ทราบข่าวอีกทีก็เมื่อเช้าที่ใครๆต่างร่วมไว้อาลัยให้แล้ว
สกู๊ปเช้านี้ของมติชนขึ้นว่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ ด้านกวีนิพนธ์ วัย 86 ปี ได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบ เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม หลังจากป่วยเป็นเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวานเรื้อรังมานาน โดยจะมีพิธีรดน้ำศพ ในเวลา 17.00 น. ที่ วัดตรีทศเทพ และจะมีการสวดพระอภิธรรมศพเป็นเวลา 7 วัน
สำหรับ อังคาร กัลยาณพงศ์ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของกำนันเข็ม และนางขุ้ม กัลยาณพงศ์ ในวัยเด็กร่างกายเคยเป็นอัมพาตเคลื่อนไหวไม่ได้ มีหมอมารักษาด้วยสมุนไพรจนหาย
อังคาร ศึกษาระดับประถมที่ โรงเรียนวัดจันทาราม ต่อมาก็เรียนที่วัดใหญ่จนจบประถมสี่ แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด คือ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช ศึกษาศิลปะที่โรงเรียนเพาะช่าง จากนั้น เข้าเรียนที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นศิษย์ของศิลปินใหญ่อย่างเช่น ศ. ศิลป พีระศรี. อ, เฟื้อ หริพิทักษ์,จึงได้ติดตามและร่วมมือกับอาจารย์ในด้านศิลปกรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์
ความเป็นกวีนั้นเป็นพรสวรรค์ที่อังคารเชื่อมั่นและฝึกฝนมาตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยม เมื่อออกจากมหาวิทยาลัยศิลปากรแล้ว ได้ร่อนเร่เรียนรู้และสร้างสรรค์การวาดภาพและเขียนบทกวี ได้มีโอกาสคุ้นเคยกับศิลปินและกวีร่วมยุคสมัยหลายคน มีผลงานบทกวีปรากฏในหนังสือ "อนุสรณ์น้องใหม่" มหาวิทยาลัยศิลปากร กระทั่งได้พบกับสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ผู้ก่อตั้งและเป็นบรรณาธิการคนแรกของ "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" บทกวีของอังคาร กัลยาณพงศ์ จึงได้พิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง มีผลงานที่จัดพิมพ์สร้างความตื่นตัวตื่นใจให้กับวรรณกรรมไทยมาเนิ่นนาน เช่น กวีนิพนธ์ (2507), ลำนำภูกระดึง (2512), สวนแก้ว (2515), บางกอกแก้วกำสรวลหรือนิราศนครศรีธรรมราช (2512)
ส่วนในด้านงานจิตรกรรมนั้น อังคารเรียนวิชาวาดเขียนได้คะแนนดีมาโดยตลอด จนได้รับคำบันทึกจากคุณครูเขียนลงในสมุดรายงานว่า เป็นผู้มีใจรักและฝักใฝ่ในวิชาวาดเขียน เขามองว่าการวาดเขียนถึงแม้จะไม่ได้เงินทองมาก แต่จะมีประโยชน์ไปบริการทางวิญญาณ จะทำให้วิญญาณมนุษย์ดีขึ้น โดยเขาเคยให้ทัศนะในการทำงานว่า เหมือนกับการเติบโตของต้นไม้ มันค่อย ๆ ขึ้นทีละใบสองใบ ค่อยแตกไปเรื่อย ๆ ถึงฤดูกาลก็แตกดอกออกผล ก่อนออกผลก็ออกดอกเสียก่อนไปตามลำดับ พร้อมยืนยันว่า จะไม่ขอทำอย่างอื่นแล้วในชีวิตนี้ จะทำงานเหล่านี้ไปตลอดจนถึงชาติหน้า ทั้งงานศิลปะ ไม่ว่าจะวาดหรือปั้น รวมถึงงานเขียนบทกวี
ในปี 2532 อังคาร ได้รับคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ด้านกวีนิพนธ์ ซึ่งเป็นกวีร่วมสมัยที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น จินตกวี ผู้ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งในด้านวรรณศิลป์และทัศนศิลป์ ทั้งนี้ เขาได้รับการยอมรับในฐานะเป็นจิตรกรและกวีที่คงความเป็นไทย ทั้งในด้านความคิดและรูปแบบ อีกทั้งยังเป็นกวีที่มีความคิดเป็นอิสระ ไม่ถูกร้อยรัดด้วยรูปแบบที่ตายตัว จึงนับเป็นกวีผู้บุกเบิกกวีนิพนธ์ยุคใหม่
ทั้งนี้ ในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ในปี 2551 และในปี 2554 อังคาร กัลยณพงศ์ ยังได้เคยขึ้นเวทีอ่านบทกวีและขับเสภาเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ร่วมชุมนุมอยู่หลายครั้ง
อังคาร กัลยาณพงศ์ ได้สมรสกับคุณอุ่นเรือน มีบุตรชาย 1 คน บุตรสาว 2 คน คือ ภูหลวง อ้อมแก้ว และวิสาขา กัลยาณพงศ์ โดยสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมและงานประพันธ์ทั้งร้องกรองและร้อยแก้วเป็นอาชีพ
ในฐานะที่เป็นนักเรียนวรรณคดี
ได้เรียนได้อ่านได้ศึกษางานของท่านอังคารมาก็เยอะ
ก็อดรู้สึกใจหายตามไปด้วยไม่ได้
แต่ก็นั่นเอง คนเราเมื่อถึงเวลาก็ต้องไปด้วยกันทุกคน
สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงการระลึกถึงเท่านั้น
ขอร่วมไว้อาลัยมหากวีด้วยนะคะ
บทกวีหลายบทของท่านอังคารเรายังจำมาได้จนถึงวันนี้
ไม่ว่าจะบทเสียเจ้าที่ใครๆต่างยกย่องให้เป็นบทกวีแห่งความระทมทุกข์อันงดงาม
บทแอบเสิร์ดหลายๆบทที่อาจารย์อิงอรเคยนำมาสอนตอนเรียนวิวัฒนาการวรรณกรรม
หรือบางบทในความฝันสีทองที่ท่องได้จนขึ้นใจ
แต่ที่ชอบมากที่สุด และเราเลือกจะเชื่อว่านี่คือปณิธานกวีในความนึกคิดของเราเอง
ก็คือบทนี้ "เกิดมาทำไมในชาตินี้"
บทกวีบทนี้นอกจากจะไพเราะงดงามแล้ว
ยังเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ให้ความหวัง กำลังใจ แรงบันดาลใจ
เห็นธารน้ำใจอันยิ่งใหญ่ของมหากวีผู้นี้
"เกิดมาทำไมในชาตินี้ เพื่อมีงานทิพย์แด่ดินฟ้า
เสาะแสวงมิแล้งแรงปัญญา ใช้คุณค่าอมตะวิญญาณ
โลภอะไรไหมในโลก โลภลบโศกเพื่อสุขเกษมศานติ์
แผ่เมตตากรุณาจบจักรวาล ทุกกาลสมัยให้อโหสิกรรม
โกรธอะไรไหมในฟ้านั้น โกรธมิ่งขวัญจะหายบ้าระห่ำ
เพราะสงครามกักขฬะอธรรม ครอบงำจิตร์มนุษย์สุดต่ำทราม
หลงอะไรบ้างกลางแดนดิน หลงถวิลเสน่หาทั่วฟ้าสาม
อยากทะนุถนอมโลกงดงาม อร่ามคุณค่ากว่าสวรรค์ใด
แล้วปรารถนาอะไรในพิภพ จบอุดมคติทิพย์ยิ่งใหญ่
นำงานชีวิตถึงหลักชัย ร่วงรุ้งแห่งสมัยอกาลิโก
เจ้าบำเพ็ญตบะอะไรบ้าง ชำระล้างจิตร์หยาบหยิ่งยโส
เพื่อทำทานน้ำใจใหญ่โต แด่คนโซยากแค้นทั้งแดนดิน
มีมรดกไหมฤทัยนั้น มีฝันทิพย์ตักตวงไป่สิ้น
เป็นมูลนิธิทิพย์ไร้มลทิน ระรินคติธรรมร่ำหอมเมือง
เจ้ารักอะไรในโลกนี้ รักวรรณคดีสุนทรีย์ฟุ้งเฟื่อง
เพราะช่วยมนุษย์ชาติรุ่งเรือง เปรื่องปราชญ์พ้นสัตว์มหัศจรรย์
อโนมนุษย์น้อยกระจิริด แง่คิดเจ้าเหลวเปล่าเงาฝัน
เหตุมนุษย์ชาติชั่วช้าอาธรรม์ จะจุดประลัยกัลป์ล้างโลกเอย"
เรารักบทกวีบทนี้มาก
โดยเฉพาะสมัยเรียนยิ่งชอบตอนที่ว่า
"เจ้ารักอะไรในโลกนี้ รักวรรณคดีสุนทรีย์ฟุ้งเฟื่อง
เพราะช่วยมนุษย์ชาติรุ่งเรือง เปรื่องปราชญ์พ้นสัตว์มหัศจรรย์"
"เจ้ารักอะไรในโลกนี้ รักวรรณคดีสุนทรีย์ฟุ้งเฟื่อง
เพราะช่วยมนุษย์ชาติรุ่งเรือง เปรื่องปราชญ์พ้นสัตว์มหัศจรรย์"
การเห็นว่าวรรณคดีคือเครื่องยกระดับจิตใจมนุษย์ให้เป็นมนุษย์อย่างเต็มขั้นนี้
คือคอนเซปต์หลักของการเรียนวรรณคดีโดยแท้
เก็บไว้เตือนใจตัวเอง หยิบมาอ่านเพลินๆก็บ่อยครั้ง
สัญญาว่าจะยังเก็บไว้ต่อไปนะคะ
:)
หมายเหตุประจำวัน :
วันนี้นั่งเล่นนอนเล่นที่บ้านเพื่อนสาวที่นนทบุรี
นี่คือสวรรค์บ้านนาอีกที่ที่เราหาเวลามาได้ง่ายๆ
ขอบคุณมากนะคะ เป็นสุดสัปดาห์ที่่ผ่อนคลายมากจริงๆ :)
๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๕
แต่เขาก็ยังมีชีวิตอยู่แม้ตัวเองตายไปแล้ว
ReplyDelete..
เขามีชีวิตอยู่ในใจเรา ผลงานของเขายังหายใจอยู่ใกล้ๆ เรา
ระลึกถึง
'โญ