No Need To Say Goodbye
แล้วเราจะพบกันผ่านหนังสือ
13 กันยายน 2555 พฤหัสบดี
เวลาเดินเร็วมาก
เผลอแป๊บเดียวก็จะหมดสัปดาห์อีกแล้ว
เวลาเดินไวขนาดนี้
ใช้คุ้มค่าบ้างหรือเปล่าหนอ
ช่วงนี้
นอกจากสมุดจะปกขาด
ปากกาด้ามเก่งก็หมึกหมด
แถมโน้ตบุ้คคู่ใจก็เหมือนใกล้จะถึงกาลอวสาน
เดี๋ยวอาจจะต้องได้ซื้ออะไรใหม่บ้างเร็วๆนี้
แหม รายจ่ายเยอะมาก แต่เงินก็ไม่ค่อยจะมีเลย
เมื่อวานไปดูชัมบาลามาแล้วชอบมาก
ชอบทั้งประเด็นเรื่องการตามหาชัมบาลาของตัวเอง
ทั้งการสะท้อนความเชื่อความศรัทธาอันแก่กล้าของชาวธิเบตออกมาได้อย่างงดงาม
(คิดถึงมูลนิธิพันดาราที่มีโอกาสไปมาเมื่อเดือนเมษาที่ผ่าน)
ชอบฉากในเมืองธิเบต ถึงจะไม่มากอย่างที่หลายคนคาดหวัง แต่ก็ไม่น้อยเกินไป
ชอบเรื่องราวของหนัง ที่ดูจะตรงกับชีวิตอย่างไม่น่าเชื่อ สะท้อสะเทือนใจ
ชอบทุกอย่าง รวมทั้งซันนี่และอนันดาด้วย ฮ่าๆ
วันนี้เลยไปแตะๆหนังสือ ชัมบาลา หนทางอันศักดิ์สิทธิ์ของนักรบ
ของเชอร์เกียม ตรุงประมาเล็กน้อย
อ่านแล้วติดใจ เดี๋ยวว่าจะลองซื้อมาอ่านดู
ติดใจแนวคิดเรื่องชัมบาลาของชาวธิเบต
ที่ว่าแท้จริงแล้วชัมบาลาไม่ใช่สถานที่ที่จะพบได้ผ่านดวงตา
แต่เป็นการตระหนักรู้ความจริงภายในตัวตนของตนเองผ่านจิตใจ
เป็นการยกระดับตัวเองไปสู่การตื่นรู้อย่างสมบูรณ์แบบ
บางประโยคในหนังสือเล่มนี้บอกว่า
หลักการสำคัญยิ่งของนักรบแห่งชัมบาลา ก็คือการต่อสู้กับใจของตัวเอง
และความกล้าหาญที่แท้ก็ไม่ใช่สิ่งใดอื่นเลย นอกจากการไม่กลัวตัวเอง
อย่างหนึ่งที่คิดได้จากการดูหนังและชิมๆหนังสือก็คือ
การให้อภัยใครสักคนหนึ่งได้อย่างแท้จริงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก
และการให้อภัยก็ไม่ใช่เรื่องของคนอ่อนแอและผู้แพ้
แต่เป็นเื่รื่องของคนที่กล้าหาญชาญชัยต่างหาก
คิดถึงเรื่องตัวเองในวันสองวันนี้
ฉันอยากจะให้อภัยเขาแล้วล่ะ สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง
ว่าแต่เขานั่นเถอะ จะให้อภัยฉันได้หรือเปล่าหนอ
ต่อการตัดรอนมิตรภาพของเรา
ต่อการทำให้ทุกอย่างขาดสะบั้นลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี
ฉันรู้ดี นี่คือวิธีการแก้ปัญหาที่เห็นแก่ตัว
และเป็นวิธีแก้ปัญหาของผู้แพ้
เขาคงไม่เข้าใจ และไม่มีวันเข้าใจ
ฉันไม่หวังให้เขาเข้าใจหรอก และไม่หวังให้เขาไม่โกรธ
ขอเพียงอย่างเดียว อย่าเกลียดฉันก็พอ
วันนี้นั่งย้อนอดีตในเฟสบุ้ค
เจอเรื่องราวระหว่างทางที่ดีงามเต็มไปหมด
เจอความหอมหวาน ความสดชื่น ความสดใส
ก็ได้คิดว่า การที่มันผ่านไปหมดแล้ว ไม่ได้หมายความว่ามันไม่เคยดำรงอยู่
เอาเถอะ อย่างน้อยครั้งหนึ่งเราก็เคยได้มอบความรู้สึกที่ดีงามให้กัน
เท่านั้นคงพอแล้ว
เหมือนเพลงท่อนนี้
ที่ใช้บอกตัวเองอยู่เสมอ
Now we'are back to the beginning
It's just the feeling and no one knows yet
But just because they can't feel it too
doesn't mean that you have to forget.
นี่คือสิ่งที่ฉัันอยากจะบอก
อย่าลืมเรื่องราวที่ดีงามระหว่างเราเลย
อย่าลืมนะ อย่าลืมฉันเลย
เรื่องสุดท้าย และเรื่องสำคัญมาก ถึงเธอ
แม้ฉันจะเป็นฝ่ายเดินจากเธอไป
แต่ฉันยังรักและหวังดีกับเธอเสมอไม่เปลี่ยนแปลง
ยังคงเป็นคนเดิมที่คอยชื่นชมความก้าวหน้าของเธออยู่ทุกย่างก้าว
ยังอยากจะมอบกำลังใจให้ในวันที่หนักหนาและเหนื่อยล้า
ต่อไปคงไม่ได้ดีใจไปด้วยหรือยืนให้กำลังใจข้างๆอีก
แต่่ว่าก็จะทำอย่างที่เคยบอกเสมอๆนะว่า
จะคอยดูอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆแล้วกัน
ไม่ต้องบอกลากันนะ
เชื่อว่าวันหนึ่งข้างหน้า
เราจะต้องพบกันผ่านทางตัวหนังสือแน่ๆ
ทั้งเธอพบฉัน ผ่านทางตัวหนังสือของฉัน
ทั้งฉันพบเธอ ผ่านทางตัวหนังสือของเธอ
อย่างที่เราได้เคยสัญญากันไว้ในวันสิ้นปี
ว่าเธอจะเป็นนักเขียนที่เจ๋งให้ได้
ส่วนฉันก็จะเป็นนักวาดภาพระบายคำ
และถึงวันนั้นเราคงยังจดจำกันได้
เพราะหนังสือนี่เอง ที่ทำให้เราพบกัน
แม้จะแอบผิดหวังเล็กๆ กับชัมบาลา แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าตัวหนังทำออกมาได้ดี
ReplyDeleteพี่จัดชัมบาลาอยู่ไนหนังรัก เพราะเป็นหนังที่เล่าถึงความรักของคู่รักระหว่างพระนางสองคู่ ความรักในสายเลือดระหว่างทินและวุฒิ ความรักในหน้าที่การงานของตาวา ความรักในความเชื่อของชาวทิเบต
แต่พี่ไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้ถึงความรักในตัวตนของตนเอง ซึ่งส่วนตัวพี่เชื่อว่าเราต้องรักตัวเองให้เป็นก่อน แล้วความรักในส่วนอื่นๆ ก็จะดำเนินไปในเส้นทางที่ขรุขระน้อยลง
ตาวาเป็นตัวแสดงที่ขโมยซีนทุกฉาก ทั้งบทพูดและการแสดง และทำให้คนที่ไม่อินในเรื่องของความรักระหว่างคู่พระนางอย่างพี่ไม่สะดุดกับอาการบีบคั้นอารมณ์มากจนเกินไป
หากชีวิตจริงมีปมเหมือนในเรื่อง พี่คงจะอินในส่วนของความรักมากกว่านี้ ส่วนในเรื่องของความศรัทธาพี่รู้ว่าชัมบาลาอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลพี่เท่าไหร่หรอก
และก็ไม่แปลกอะไรหากสุดท้ายแล้วเราอาจจะหาชัมบาลาของตัวเองไม่เจอ :)