Thursday

day 303 | patawee


13 มิถุนายน 2556 พฤหัสฯ

อ่านนาร์ซิสซัสฯจบแล้ววันนี้เย็นเลยเอาไปฝากพี่เต้ย
คุยไปคุยมาปรากฏว่าพี่ใหญ่ก็จะไปงานศพเย็นนี้
เลยรบกวนพี่เต้ยโดยใช่เหตุไปซะอย่างนั้น

ส่วนเย็นนี้ไปงานคุณแม่พี่สกล พี่บก.ฝ่ายภาพ
ก่อนไปก็ติดรถไปกับพี่ดาว มีพี่ดาว พี่เวช พี่เอ้ยคันนึง
อีกคันนึงพี่ต้น พี่พงศ์ พี่แนน พี่นัทไปรถพี่ต้น
คันเราไปรับซันซันกับน้องอิฐที่ดรงเรียนก่อน
แล้วก็เอาลิงน้อยทั้งสองตัวไปด้วย
แปลกดีที่วันนี้ตอนเล่นเฟสบุ๊คก็เจอข้อความคุณโตมรข้อความนี้พอดี
ช่างเข้ากับสถานการณ์มากๆ


ผมชอบไปงานศพมากกว่างานแต่งงาน

ผมคิดว่างานแต่งงานไม่ค่อย ‘จริง’ กับชีวิตของเราเท่าไหร่ มันเกิดขึ้นเพื่อนาทีนั้นชั่วโมงนั้นเท่านั้น เจ้าสาวที่ไม่เคยสวยก็สวยฉับพลัน เจ้าบ่าวที่ไม่เคยหล่อก็หล่อทันที คนสองคนเกิดรักกันปานจะกลืนกินขึ้นมา ณ นาทีนั้น โดยหลงเลยละลืมกลบฝังเรื่องขัดแย้งทั้งหมดไปในงานแต่งงานชั่วคื

ในงานหนึ่ง ผมเคยเห็นญาติของฝ่ายเจ้าสาวนั่งร้องไห้เงียบๆอยู่ที่มุมห้องจัดเลี้ยง เพราะแม่ของเจ้าสาวไม่ได้รับเชิญขึ้นเวที โทษฐานที่แม่เจ้าสาวดูกะเร้อกะรังเป็นคนบ้านนอก ขณะที่ฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นลูกเศรษฐีเชื้อสายจีนที่มีหน้ามีตาอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ไม่มีใครสนใจน้ำตาหยดนั้น เพราะทุกคนล้วนมาร่วมแสดงความยินดี และถูกกำกับให้ต้องยิ้มแย้มให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวบนเวทีเท่านั้น เรื่องอื่นไม่เกี่ยว

แต่งานศพไม่ได้เป็นอย่างนั้น งานศพคืองานที่อารมณ์ความรู้สึกพยายามจะแสดงตัวออกมา แต่ตัวเจ้าภาพต้องสะกดกลั้นเอาไว้ มันจึงเป็นงานที่ ‘จริงใจ’ กว่ากันมาก

งานศพที่อยู่ในความทรงจำของผม เป็นงานศพของบิดาผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่ง งานนั้นจัดขึ้นที่วัดแบบพุทธ แต่เมื่อพระสวด (เป็นภาษาไทย ซึ่งไพเราะและกินความเตือนให้เราคิดถึงความตายของตัวเอง) เสร็จสิ้น ผู้ใหญ่ท่านนั้นจัด ‘ปาร์ตี้’ เล็กๆ ร่วมรำลึกถึงบิดาซึ่งชอบเสียงไวโอลิน งานนั้นจึงมีไวโอลินเล่นเพลง Meditation ของ Thais และ Serenade ของชูเบิร์ต พร้อมกับการรำลึกถึงคืนวันในบ้านเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว ครั้งที่ผู้ใหญ่ท่านนั้นยังเป็นเด็ก และมีบิดาเป็นผู้นำเสียงเพลงเหล่านี้เข้ามาในบ้าน

เมื่อไม่นานมานี้ ผมเพิ่งไปงานศพคุณพ่อของรุ่นพี่ที่นับถืออีกท่านหนึ่ง เป็นงานศพตามพิธีแบบคาธอลิกที่เรียบง่าย จัดขึ้นในตอนสายของวันอันวุ่นวายวันหนึ่ง ใจกลางเมืองหลวง พิธีมิสซานั้นไม่ต่างจากพิธีมิสซาอื่น ทว่าสิ่งที่ต่าง ก็คือการพิถีพิถันคัดเลือกเพลงสวด เริ่มตั้งแต่ Pie Jesu ไปจนถึง Nearer, My God, to Thee ซึ่งล้วนมีความหมายลึกซึ้ง

เมื่อยืนอยู่ที่นั่น ผมได้แต่ถามตัวเองว่า เพราะอะไรผมจึงชอบงานศพมากกว่างานแต่งงาน

ผมชอบความตายมากกว่าความสดชื่นรื่นรมย์กระนั้นหรือ?

ผมยังตอบตัวเองไม่ได้ รู้แต่เพียงว่า งานแต่งงานมักทำให้ผมพิศวงสงสัย-ว่าผู้คนมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไ

ขณะที่งานศพมักตักเตือนให้ผมถามตัวเองอยู่เสมอ-ว่าตัวเองต้องการจะตายอย่างไร

แม้จะไม่มีวันรู้คำตอบนั้นได้ก็ตาม



เลิกงานแล้วก็รู้สึกว่าตัดสินใจไม่ผิดที่มา
เพราะนอกจากจะได้มาแสดงความเสียใจกับพี่ผู้ใหญ่
ยังได้สมาคมกับพี่ๆทั้งพี่ที่กองและพี่ๆสารคดี
ก่อนจะต้องจากบ้านหลังนี้ไปในเดือนหน้าแล้ว

วันนี้ระหว่างรอพระสวดอะไรก็ได้คุยเล่นกับพี่แนน พี่พงศ์ พี่นัท ฯลฯ
ได้เล่นกับเด็กๆหลานๆ ได้เจอคนโน้นคนนี้ในสารคดีที่ปกติอาจจะเจอตัวกันยาก
เพราะทำงานกันคนละตึก ก็ถือว่าเป็นมุุมดีๆอีกมุมหนึ่ง

:)

เลิกงานสองทุ่มกว่าติดรถพี่ดาวมาลงริมถนนใหญ่
เจอพี่ปังกับพี่เอพอดี พี่สองคนจะกลับบ้านที่คลองสาน
เห็นเราจะไปบีทีเอสเลยอาสานั่งรถไปเป็นเพื่อน
เราก็ไปลงบีทีเอสกรุงธน นั่งไปสยาม แล้วต่อแท็กซี่ไปสามย่าน
ไปหาพี่ม็อค ใช่, ไปหาพี่ม็อค

นัดกันไว้ตั้งนานแล้ว กว่าจะได้มาเจอกันจริงก็วันนี้
เมื่อวานทีแรกบอกขอเลื่อนไป แต่พี่ม็อคบอกว่าถ้าจะมาจริงๆก็รอได้
เราเลยเลือกวันนี้ให้มันสำเร็จซักที ไม่ต้องผัดผ่อนกันไปอีก
ก็ด้เจอกันหลังจากไม่ได้เจอกันมาหลายปีมาก
แล้วถ้าพูดถึงการคุยกันนานๆ ตัวเป็นๆ นี่ก็น่าจะเป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดแปดปี

นานขนาดนั้นเชียวเหรอ ใช่ นานมาก
แต่เจอกันครั้งนี้ก็ยังรู้สึกคุ้นเคยใกล้ชิด
แย่หน่อยที่เจอกันตอนสี่ทุ่มแล้ว พี่ม็อคเมาแล้ว
แล้วเจอกันที่ร้านน่านั่ง ร้านเหล้าแถวสามย่าน
แหล่งโลกีย์ชัดๆ  อะไรๆก็เลยงงๆเบลอๆพอสมควร

ได้คุยกันหลายเรื่อง แบบเค้าเมาๆนั่นแหละ
โดยเฉพาะเรื่องปัญหารักหนักอกที่เป็นปัญหาโลกแตก
เราก็ฟัง ได้แต่ฟัง ทำอะไรไม่ได้
เค้าบอกว่าน้องคนนั้นเหมือนเรา อายุก็เท่าๆกับเราในตอนนั้น
เอ้อ สุดท้ายก็วกกลับมาที่เราจนได้ ซะอย่างงั้น 55
ก็ได้แต่ฟัง แล้วก็ปลอบไป ปลอบไปปลอบมาก็กินวลาไปจนเที่ยงคืน

พี่ม็อคจะไปส่ง เราบอกว่าไม่ต้อง ก็สมควรอยู่ จะไปส่งเราในสภาพนั้นได้ยังไง
เราเรียกแท็กซี่กลับหอ อ้อโทรมาพอดีเลยมีเพื่อนคุยระหว่างทาง
กลับมาถึงหอวันนี้เราพบว่า
เรามีชีวิตที่ดีมากๆ
และเรื่องรักก็เป็นเรื่องยากเสมอ
ที่เราพ้นมันมาได้แล้ว เราดีใจ
ถ้าเป็นไปได้ เราก็ไม่อยากมีหัวใจไว้เพื่อรักใครและผิดหวังอีกเลย


No comments:

Post a Comment