มีคำพูดนึงวนเวียนอยู่บ้าง
ได้ยินมาเมื่อสัปดาห์ก่อน
แต่ไม่ได้ติดใจในทางที่ทำให้รู้่สึกแย่
แค่เหมือน..เราต้องทบทวนเพื่อให้ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
แม้คนอื่นจะไม่ได้รู้จักเราเลยก็ตาม
เราก็ย้ำกับตัวเองว่า
ถ้าวันนี้ไม่ใช่เราในวัยยี่สิบหก
ไม่ใช่วัยที่เพิ่งผ่านช่วงที่เขาเรียกว่าวัยรุ่นตอนปลาย
ไม่ใช่วัยที่ยังคงมีฝันมีไฟแบบนี้
เราคิดว่าตัวเองก็ยังคงเลือกทำในบางอย่าง
และอยากทำให้มันพัฒนาอยู่เรื่อยๆ
มันก็เหมือนเราต้องตบขาตัวเองให้เดิน
ออกไปรับรู้่เรื่องใหม่สิ่งใหม่บ้าง
แล้วเอามาปะติดปะต่อ ต่อยอดให้ได้
กับงานที่มีอยู่ในมือ
แต่การมองเห็นของคนอื่น
เป็นไปในแบบ เราหยุดอยู่ตรงนี้
แล้วมันก็เป็นคำพูดจากคนที่เรารู้ดีว่า
ไม่ได้มีหัวใจหวังร้ายอะไรเลย
เราไม่ได้โทษตัวเองเช่นกัน
ที่ทำให้คนอื่นมองเห็นเราแบบนั้น
แต่เราก็คงไม่ตะเกียกตะกายไปอธิบายให้คนอื่นเข้าใจว่า
เรากำลังทำอะไรอยู่ คิดอะไร และจะพัฒนาไปอย่างไหนต่อ
ชีวิตมันก็มีเหลี่ยมมีมุมด้วยกันทั้งนั้น
ไม่มีใครเห็นเรายี่สิบสี่ชั่วโมง
นั่นจึงเป็นอีกเรื่องที่เราต้องหนักแน่น มั่นคง และตกลงกับตัวเองให้ดี
คนอื่นมองไม่เห็นหัวใจเรา ไม่เป็นไร
มองไม่เห็นเวลาเราเหนื่อยแสนสาหัส
มองไม่เห็นน้ำตาเวลาเราเศร้าและท้อ
มองไม่เห็นความรู้สึกในยามโดดเดี่ยวต้องการหาหลักพิง(บ้าง)
ข้างบนนั้นไม่สำคัญ
สำคัญแค่สุดท้าย มองเห็นเนื้องาน ผลงาน
และสิ่งที่เราอยากให้่เห็นด้วยตาเท่านั้นก็พอ
ศุกร์ ๐๗ มิถุนายน ๒๕๕๖, ๑๖.๒๐ น.
"..แม้สุดท้ายจะเหลือเพียงฝัน
หรือจะเป็นอย่างไรก็ตาม.."
No comments:
Post a Comment